การส่งของจากไทยไปอังกฤษมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักของพัสดุ ขนาดกล่อง ประเภทบริการขนส่ง และมูลค่าสินค้าที่ส่งผลต่อภาษี การทำความเข้าใจโครงสร้างค่าใช้จ่ายล่วงหน้าช่วยให้วางแผนงบประมาณได้แม่นยำ และเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ
สรุปประเด็นสำคัญ:
- ค่าส่งของไปอังกฤษ คำนวณจากน้ำหนักจริงหรือน้ำหนักปริมาตร (ใช้ค่าที่สูงกว่า)
- บริการขนส่งมีหลายประเภท: Express (3-5 วัน), Economy (7-14 วัน), Air Freight และ Sea Freight
- สินค้ามูลค่าเกิน £135 ต้องเสีย VAT 20% และอาจมี Customs Duty เพิ่มเติม
- เอกสารที่จำเป็นประกอบด้วย Commercial Invoice, Packing List และ CN22/CN23
- การเปรียบเทียบราคาจากหลายผู้ให้บริการช่วยประหยัดต้นทุนได้เป็นกอบเป็นกำ
ค่าส่งของไปอังกฤษคำนวณยังไง
การคำนวณค่าส่งของไปอังกฤษไม่ได้ดูแค่น้ำหนักจริงเพียงอย่างเดียว ผู้ให้บริการขนส่งส่วนใหญ่ใช้หลักการคิดจาก น้ำหนักจริง (Actual Weight) เทียบกับ น้ำหนักปริมาตร (Volumetric Weight) แล้วเลือกค่าที่สูงกว่ามาคิดค่าขนส่ง
วิธีคำนวณน้ำหนักปริมาตร
สูตรมาตรฐานสำหรับขนส่งระหว่างประเทศคือ:
น้ำหนักปริมาตร (kg) = (กว้าง × ยาว × สูง ในเซนติเมตร) ÷ 5,000
ตัวอย่าง: กล่องขนาด 40 × 30 × 25 ซม. น้ำหนักจริง 3 กก.
- น้ำหนักปริมาตร = (40 × 30 × 25) ÷ 5,000 = 6 กก.
- ผู้ให้บริการจะคิดค่าขนส่งที่ 6 กก. เพราะสูงกว่าน้ำหนักจริง
การแพ็กสินค้าให้กะทัดรัดช่วยลดน้ำหนักปริมาตรและประหยัดค่าใช้จ่ายได้
ปัจจัยที่มีผลต่อค่าส่ง
| ปัจจัย | รายละเอียด |
|---|---|
| น้ำหนักและขนาด | ใช้น้ำหนักจริงหรือปริมาตร แล้วแต่ค่าไหนสูงกว่า |
| ประเภทบริการ | Express เร็วแต่แพง Economy ช้ากว่าแต่ประหยัด |
| มูลค่าสินค้า | มูลค่าเกิน £135 ต้องเสียภาษี VAT และอาจมี Duty |
| ประเภทสินค้า | ของเปราะบาง ของเหลว แบตเตอรี่ มีค่าบริการเพิ่ม |
| จุดรับส่ง | Drop-off ถูกกว่า Pick-up ถึงบ้าน |

เปรียบเทียบผู้ให้บริการและประเภทการส่ง
การเลือกผู้ให้บริการขนส่งส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายและระยะเวลา ผู้ให้บริการแต่ละรายมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน
ไปรษณีย์ไทย (Thailand Post)
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 500-700 บาทต่อกิโลกรัมแรกสำหรับ EMS
- ระยะเวลา: EMS 5-7 วัน, Registered Airmail 10-14 วัน
- ข้อดี: เข้าถึงง่าย มีสาขามากมาย ตรวจสอบอัตราค่าบริการได้จากไปรษณีย์ไทย
- ข้อจำกัด: น้ำหนักสูงสุด 30 กก. ต่อชิ้น บางสาขาไม่รับสินค้าบางประเภท
อัตราค่าบริการของไปรษณีย์ไทยได้มีการปรับปรุงตั้งแต่ 1 เมษายน 2568 ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนโดยรวม ควรตรวจสอบราคาล่าสุดก่อนส่งจริง
ผู้ให้บริการ Express (DHL, FedEx, UPS)
- ราคา: 1,200-2,500 บาทต่อกิโลกรัมแรก (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและบริการ)
- ระยะเวลา: 2-5 วันทำการ
- ข้อดี: รวดเร็ว ติดตามพัสดุแม่นยำ จัดการศุลกากรให้บางส่วน
- เหมาะกับ: เอกสารสำคัญ สินค้าด่วน ของมีมูลค่าสูง
บริการ Economy/Consolidation
- ราคา: 400-800 บาทต่อกิโลกรัม
- ระยะเวลา: 10-21 วัน
- ข้อดี: ประหยัดสำหรับสินค้าไม่เร่งด่วน
- ข้อควรระวัง: ระยะเวลาอาจผันแปร ต้องติดตามสถานะอย่างใกล้ชิด
สำหรับผู้ที่ต้องการส่งสินค้าจำนวนมาก การเปรียบเทียบค่าขนส่งจากหลายผู้ให้บริการในที่เดียวช่วยประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณได้
ภาษีและค่าธรรมเนียมศุลกากรอังกฤษ
การส่งของไปอังกฤษต้องพิจารณาภาษีที่ผู้รับอาจต้องจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งขึ้นอยู่กับมูลค่าสินค้าและประเภท
เกณฑ์มูลค่าสินค้า
- มูลค่าไม่เกิน £135: ไม่ต้องเสีย Customs Duty แต่ต้องเสีย VAT 20% (นับจากมูลค่าสินค้า + ค่าส่ง)
- มูลค่าเกิน £135: ต้องเสียทั้ง VAT และอาจมี Customs Duty ตามประเภทสินค้า
รายละเอียดเกี่ยวกับภาษีและค่าธรรมเนียมสามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ GOV.UK
วิธีคำนวณภาษี
ตัวอย่างที่ 1: ส่งเสื้อผ้ามูลค่า £100 ค่าส่ง £20
- VAT = (100 + 20) × 20% = £24
- รวมที่ผู้รับต้องจ่าย: £24
ตัวอย่างที่ 2: ส่งอิเล็กทรอนิกส์มูลค่า £200 ค่าส่ง £30
- Customs Duty = 200 × 3.7% = £7.40 (สมมติอัตรา 3.7% สำหรับอิเล็กทรอนิกส์)
- VAT = (200 + 30 + 7.40) × 20% = £47.48
- รวมที่ผู้รับต้องจ่าย: £54.88
ตรวจสอบอัตราภาษีตามประเภทสินค้าได้จากTrade Tariff tool
ค่าธรรมเนียมการจัดการศุลกากร
ผู้ให้บริการส่วนใหญ่คิดค่า Handling Fee หรือค่าดำเนินการศุลกากร:
- ไปรษณีย์ไทย: £8-12
- Express Courier: £10-15
- บริษัทขนส่งเอกชน: ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ

เอกสารที่จำเป็นสำหรับการส่งของไปอังกฤษ
การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนช่วยให้พัสดุผ่านศุลกากรได้รวดเร็ว ลดโอกาสถูกกักหรือส่งคืน
เอกสารหลัก
-
Commercial Invoice
- ระบุชื่อและที่อยู่ผู้ส่ง-ผู้รับ
- รายการสินค้าละเอียด (ภาษาอังกฤษ)
- มูลค่าแต่ละรายการ
- HS Code (Harmonized System Code) ถ้ามี
- ลายเซ็นและวันที่
-
Packing List
- น้ำหนักและขนาดแต่ละกล่อง
- จำนวนชิ้นรวม
- รายละเอียดการแพ็ก
-
CN22 หรือ CN23
- CN22: สำหรับพัสดุมูลค่าไม่เกิน 300 SDR (~£270)
- CN23: สำหรับพัสดุมูลค่าเกิน 300 SDR
คำแนะนำเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าไปอังกฤษมีให้อ่านเพิ่มเติมได้จากคู่มือ GOV.UK
เอกสารเพิ่มเติม (ตามสินค้า)
- ใบรับรอง: อาหาร เครื่องสำอาง ยา ต้องมี Certificate of Origin หรือ Health Certificate
- ใบอนุญาต: สินค้าควบคุม เช่น อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท
- เอกสารประกันภัย: สินค้ามูลค่าสูง
สินค้าที่มีข้อจำกัดหรือห้ามส่ง
อังกฤษมีข้อจำกัดสินค้าหลายประเภทที่ควรตรวจสอบก่อนส่ง
สินค้าห้ามส่ง
- ยาเสพติดและสารกระตุ้น
- อาวุธและวัตถุระเบิด
- พืชและเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต
- เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมสด
- ของปลอมและละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
สินค้าที่มีข้อจำกัด
- แบตเตอรี่ลิเธียม: ต้องแพ็กตามมาตรฐาน IATA มีค่าธรรมเนียมเพิ่ม
- ของเหลว: จำกัด 100 มล. ต่อขวด หรือต้องส่งทาง Sea Freight
- อาหาร: ต้องระบุส่วนผสม วันหมดอายุ และผ่านการตรวจสอบ
- เครื่องสำอาง: ต้องได้รับการรับรองจาก UK authority
- อิเล็กทรอนิกส์: ต้องผ่านมาตรฐาน CE และ UKCA
ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศที่ครอบคลุมข้อกำหนดต่างๆ
เคล็ดลับประหยัดค่าส่งของไปอังกฤษ
การวางแผนและเลือกใช้บริการอย่างเหมาะสมช่วยลดต้นทุนได้มาก
แพ็กสินค้าให้เหมาะสม
- ใช้กล่องที่พอดีกับสินค้า หลีกเลี่ยงพื้นที่ว่างเกินเพื่อลดน้ำหนักปริมาตร
- ใช้วัสดุกันกระแทกเท่าที่จำเป็น ไม่ใส่มากเกินไปจนเพิ่มน้ำหนัก
- รวมหลายรายการในกล่องเดียวถ้าส่งถึงคนเดียวกัน
เลือกบริการที่เหมาะสม
- ไม่เร่งด่วน: ใช้ Economy หรือ Surface Mail
- ส่งบ่อย: สอบถามราคาพิเศษสำหรับลูกค้าประจำ
- ปริมาณมาก: พิจารณา Air Freight หรือ Sea Freight
ระวังค่าใช้จ่ายแอบแฝง
- ตรวจสอบว่าราคาที่เสนอรวม Fuel Surcharge หรือไม่
- สอบถามค่า Remote Area Fee ถ้าส่งไปพื้นที่ห่างไกล
- เช็คว่ามีค่าจัดการศุลกากรเพิ่มหรือไม่
สำหรับผู้ที่ต้องการตัวเลือกหลากหลาย ลองใช้บริการเปรียบเทียบค่าขนส่งเพื่อดูตัวเลือกจากผู้ให้บริการหลายรายพร้อมกัน
วิธีติดตามพัสดุและแก้ปัญหา
การติดตามสถานะพัสดุช่วยให้รู้ตำแหน่งและสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที
ระบบติดตามพัสดุ
ผู้ให้บริการส่วนใหญ่ให้ Tracking Number ที่ใช้ตรวจสอบสถานะผ่าน:
- เว็บไซต์ผู้ให้บริการ
- แอปพลิเคชันมือถือ
- แพลตฟอร์มติดตามพัสดุที่รวมหลายผู้ให้บริการ
จุดตรวจสอบสำคัญ
| สถานะ | ความหมาย | ขั้นตอนถัดไป |
|---|---|---|
| Dispatched | ออกจากประเทศไทย | รอถึงศุลกากรอังกฤษ |
| Customs Clearance | กำลังผ่านศุลกากร | อาจต้องจ่ายภาษี |
| Out for Delivery | กำลังจัดส่ง | รอรับของวันนี้ |
| Attempted Delivery | พยายามส่งแล้วไม่สำเร็จ | ติดต่อผู้ให้บริการนัดรับใหม่ |
แก้ปัญหาที่พบบ่อย
พัสดุค้างที่ศุลกากร:
- ตรวจสอบว่าต้องจ่ายภาษีหรือไม่
- เตรียมเอกสารเพิ่มเติมถ้าถูกร้องขอ
- ติดต่อศูนย์ศุลกากร Royal Mail หรือ Parcelforce
พัสดุสูญหาย:
- รอ 21 วันก่อนแจ้งเคลม (สำหรับบริการมาตรฐาน)
- ยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานการส่ง Invoice และ Tracking
- ใช้ประกันภัยถ้าซื้อไว้
พัสดุเสียหาย:
- ถ่ายรูปบรรจุภัณฑ์ก่อนเปิด
- แจ้งผู้ให้บริการภายใน 24-48 ชั่วโมง
- เตรียมใบเสร็จและหลักฐานมูลค่าสินค้า

ตัวเลือก Air Freight และ Sea Freight สำหรับธุรกิจ
ธุรกิจที่ส่งสินค้าเป็นจำนวนมากมักพิจารณาบริการ Freight แทน Express
Air Freight
ข้อดี:
- เร็วกว่า Sea Freight (5-10 วัน)
- เหมาะกับสินค้ามูลค่าสูง มีอายุสั้น
- ควบคุมอุณหภูมิได้ถ้าจำเป็น
ต้นทุน:
- คิดตามน้ำหนักจริงหรือปริมาตร
- มีค่า Security Surcharge และ Fuel Surcharge
- น้ำหนักขั้นต่ำมักเริ่มที่ 45 กก.
ข้อควรระวัง:
- ต้องมี Freight Forwarder หรือ Agent
- เอกสารต้องครบถ้วนตามพิธีการศุลกากร
- ตรวจสอบ HS Code และภาษีล่วงหน้า
Sea Freight (LCL/FCL)
LCL (Less than Container Load):
- เหมาะกับสินค้า 1-10 ลูกบาศก์เมตร
- รวมกับสินค้าผู้อื่นในตู้เดียวกัน
- ระยะเวลา 30-45 วัน
FCL (Full Container Load):
- เหมาะกับสินค้าที่เต็มตู้ (20ft หรือ 40ft)
- ประหยัดกว่า LCL ถ้าปริมาณมาก
- ควบคุมความปลอดภัยได้ดีกว่า
ธุรกิจที่สนใจส่งสินค้าจำนวนมากสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับSea Freightได้
การเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสม
การเลือกผู้ให้บริการขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะ
เกณฑ์การเลือก
- ความเร็ว: ต้องการรับของเร็วแค่ไหน
- งบประมาณ: ยอมจ่ายได้เท่าไร
- ประเภทสินค้า: ต้องการบริการพิเศษหรือไม่
- การติดตาม: ต้องการติดตามแบบเรียลไทม์หรือไม่
- ประกันภัย: สินค้ามีมูลค่าสูงต้องการความคุ้มครอง
ตารางเปรียบเทียบ
| ความต้องการ | ผู้ให้บริการที่แนะนำ |
|---|---|
| เอกสารด่วน | DHL, FedEx Express |
| พัสดุส่วนตัวประหยัด | ไปรษณีย์ไทย EMS, Economy Courier |
| สินค้าธุรกิจ < 30 กก. | UPS, FedEx, TNT |
| สินค้าธุรกิจ > 100 กก. | Air Freight |
| สินค้าปริมาณมาก ไม่เร่งด่วน | Sea Freight LCL/FCL |
ตรวจสอบรีวิวและความน่าเชื่อถือ
- อ่านรีวิวจากผู้ใช้จริง
- ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการมีใบอนุญาตถูกต้อง
- สอบถามนโยบายการเคลมและคืนเงิน
- ทดลองส่งครั้งแรกด้วยมูลค่าน้อยก่อน
FAQ
ส่งของไปอังกฤษใช้เวลานานแค่ไหน
ขึ้นอยู่กับบริการ Express ใช้เวลา 3-5 วันทำการ EMS ประมาณ 5-7 วัน Economy 10-14 วัน Air Freight 7-10 วัน และ Sea Freight 30-45 วัน ระยะเวลาอาจเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลหรือมีการตรวจสอบศุลกากรเพิ่มเติม
ผู้รับต้องจ่ายภาษีเมื่อไหร่
ผู้รับต้องจ่ายภาษีเมื่อมูลค่าสินค้ารวมค่าส่งเกิน £135 โดยต้องเสีย VAT 20% และอาจมี Customs Duty เพิ่มตามประเภทสินค้า สินค้าต่ำกว่า £135 เสียแค่ VAT โดยไม่มี Duty ผู้ส่งควรแจ้งผู้รับล่วงหน้าเพื่อเตรียมค่าใช้จ่าย
ส่งของกินไปอังกฤษได้ไหม
ส่งได้แต่มีข้อจำกัด อาหารแห้งบรรจุสุญญากาศ ขนม ส่งได้ถ้าระบุส่วนผสมชัดเจน น้ำหนักไม่เกิน 2 กก. ต่อรายการ เนื้อสัตว์สด นมสด ผลไม้สดส่งไม่ได้ ควรตรวจสอบกฎหมายนำเข้าอังกฤษก่อนส่งเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกยึดหรือทำลาย
กล่องต้องแข็งแรงแค่ไหน
กล่องต้องรับน้ำหนักได้อย่างน้อย 1.5 เท่าของน้ำหนักสินค้า ใช้กล่องลูกฟูกคู่สำหรับของหนักหรือเปราะ ปิดด้วยเทปกาวกว้างทุกแนวตะเข็บ ใส่กันกระแทกรอบสินค้า ติดฉลากชัดเจน หลีกเลี่ยงใช้กล่องเก่าที่มีรอยฉีกขาด
ของหายหรือเสียหายจะเคลมยังไง
แจ้งผู้ให้บริการภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังพบปัญหา เตรียมหลักฐาน Tracking Number, Invoice, รูปถ่าย และใบเสร็จ ยื่นคำร้องเคลมพร้อมระบุมูลค่าความเสียหาย ถ้าซื้อประกันเพิ่มจะได้รับค่าชดเชยเต็มจำนวน ถ้าไม่มีประกันจะได้ชดเชยตามเงื่อนไขมาตรฐานของผู้ให้บริการ
เช็คค่าส่งจากหลายที่พร้อมกันได้ไหม
ได้ โดยใช้แพลตฟอร์มเปรียบเทียบค่าขนส่งที่รวมข้อมูลจากหลายผู้ให้บริการ กรอกน้ำหนัก ขนาด ปลายทาง แล้วระบบจะแสดงตัวเลือกพร้อมราคาและระยะเวลา ช่วยประหยัดเวลาและเลือกบริการที่คุ้มค่าที่สุดได้ในครั้งเดียว
การทำความเข้าใจค่าส่งของไปอังกฤษและปัจจัยต่างๆ ที่มีผลช่วยให้วางแผนงบประมาณและเลือกบริการที่เหมาะสมได้ ตั้งแต่การคำนวณน้ำหนักปริมาตร การเตรียมเอกสาร ไปจนถึงการเลือกผู้ให้บริการที่ตรงกับความต้องการ หากต้องการเปรียบเทียบตัวเลือกการส่งของจากผู้ให้บริการหลายรายพร้อมกัน ลองใช้บริการของ ParcelRadar.io ที่ช่วยให้เช็คราคาและเลือกบริการที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะส่งพัสดุส่วนตัวหรือสินค้าเชิงธุรกิจก็สามารถหาตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับทุกชิปเมนท์




