ข้ามไปยังเนื้อหา
ค่าขนส่ง การเปรียบเทียบ

ส่งของไปอเมริกา ราคา เริ่มต้นเท่าไร? เปรียบเทียบครบจบที่เดียว 2026

พัสดุพร้อมฉลากส่งไปสหรัฐอเมริกาและตารางเปรียบเทียบค่าขนส่ง

การส่งของไปอเมริกาในปี 2026 มีตัวเลือกมากขึ้นกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นพัสดุส่วนตัว ของฝากให้เพื่อน หรือสินค้าจากร้านค้าออนไลน์ ปัจจัยสำคัญที่ทุกคนต้องคำนึงถึงคือ ส่งของไปอเมริกา ราคา เท่าไร และบริการไหนคุ้มค่าที่สุดสำหรับความต้องการของตัวเอง บทความนี้จะพาคุณไปเข้าใจโครงสร้างค่าขนส่ง ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา วิธีเลือกบริการที่เหมาะสม และข้อควรระวังที่หลายคนมักพลาด

Table of Contents

สรุปสั้น ๆ ก่อนอ่าน

  • ค่าส่งขึ้นอยู่กับ น้ำหนัก ขนาด ประเภทบริการ และผู้ให้บริการ โดยบริการด่วนจะแพงกว่าบริการประหยัด 2-3 เท่า
  • น้ำหนักปริมาตร (Volume Weight) มักเป็นตัวกำหนดค่าขนส่งจริง สำหรับกล่องขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบา
  • บริการ Express ใช้เวลา 3-5 วัน ราคาเริ่มต้นประมาณ 1,200-2,500 บาท/กก. เหมาะกับของด่วน
  • บริการ Economy ใช้เวลา 7-14 วัน ราคาเริ่มต้นประมาณ 600-1,200 บาท/กก. เหมาะกับของไม่เร่งรีบ
  • ข้อจำกัดและภาษีนำเข้า ต้องระวังสินค้าต้องห้าม การประกาศมูลค่าสินค้า และค่าธรรมเนียมศุลกากรที่ปลายทาง

ปัจจัยหลักที่กำหนดค่าส่งของไปอเมริกา

การคำนวณ ส่งของไปอเมริกา ราคา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาร่วมกัน เข้าใจสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณวางแผนต้นทุนได้แม่นยำขึ้น

น้ำหนักจริง vs น้ำหนักปริมาตร

ผู้ให้บริการขนส่งทุกรายใช้ น้ำหนักที่คิดค่าขนส่ง (Chargeable Weight) ซึ่งเป็นค่าที่สูงกว่าระหว่างน้ำหนักจริงกับน้ำหนักปริมาตร

สูตรคำนวณน้ำหนักปริมาตร:
กว้าง (ซม.) × ยาว (ซม.) × สูง (ซม.) ÷ 5,000 = น้ำหนักปริมาตร (กก.)

ตัวอย่างเช่น กล่องขนาด 40×40×40 ซม. น้ำหนักจริง 3 กก.

  • น้ำหนักปริมาตร = 40 × 40 × 40 ÷ 5,000 = 12.8 กก.
  • น้ำหนักที่คิดค่าขนส่ง = 12.8 กก. (เพราะสูงกว่าน้ำหนักจริง)

นั่นหมายความว่าคุณจะถูกคิดค่าขนส่งตามน้ำหนัก 12.8 กก. แม้กล่องจะหนักแค่ 3 กก. จริง ๆ

Volume weight calculation process

ประเภทบริการขนส่ง

มีบริการหลัก ๆ 3 แบบที่ใช้ส่งของไปอเมริกา:

ประเภทบริการ ระยะเวลา ราคาโดยประมาณ (บาท/กก.) เหมาะกับ
Express (DHL, FedEx, UPS) 3-5 วัน 1,200-2,500 เอกสารสำคัญ สินค้าด่วน ตัวอย่างสินค้า
Economy (EMS, ไปรษณีย์) 7-14 วัน 600-1,200 พัสดุทั่วไป ของใช้ส่วนตัว ของฝาก
Air Freight (สำหรับปริมาณมาก) 5-10 วัน 400-800 ชิปเมนท์ตั้งแต่ 20 กก. ขึ้นไป

บริการ Express มีข้อได้เปรียบคือติดตามพัสดุได้แบบเรียลไทม์ และมี Door-to-Door Service แต่ราคาจะสูงกว่าบริการอื่น ๆ มาก

ปลายทางในอเมริกา

ค่าขนส่งอาจแตกต่างกันตามรหัสไปรษณีย์ (ZIP Code) ปลายทาง พื้นที่ห่างไกลหรือชนบทอาจมีค่า Remote Area Surcharge เพิ่มเติม 200-800 บาทต่อชิปเมนท์ เมืองหลัก ๆ เช่น นิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส ชิคาโก มักไม่มีค่าธรรมเนียมนี้

เปรียบเทียบค่าส่งของไปอเมริกาจากผู้ให้บริการหลัก ๆ

ผู้ให้บริการแต่ละรายมีโครงสร้างราคาและข้อกำหนดที่แตกต่างกัน การเปรียบเทียบจะช่วยให้คุณเลือกบริการที่เหมาะสมกับงบประมาณและความต้องการ

DHL Express

DHL เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการขนส่งด่วนที่เร็วและเชื่อถือได้ที่สุด โดยเฉพาะเส้นทางไปอเมริกา

ข้อดี:

  • ส่งถึงได้ภายใน 3-5 วันทำการ
  • ติดตามพัสดุได้แบบเรียลไทม์
  • รองรับสินค้าที่มีมูลค่าสูง
  • มีบริการรับพัสดุที่บ้านหรือออฟฟิศ

ข้อเสีย:

  • ราคาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะชิปเมนท์น้ำหนักต่ำกว่า 5 กก.
  • มีค่า Fuel Surcharge และค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมหลายรายการ

ตัวอย่างราคา:

  • 1 กก. = ประมาณ 2,200-2,500 บาท
  • 5 กก. = ประมาณ 1,800-2,000 บาท/กก.
  • 10 กก. = ประมาณ 1,500-1,700 บาท/กก.

FedEx International Priority

FedEx มีเครือข่ายกว้างในอเมริกา และมักเป็นตัวเลือกที่นิยมสำหรับธุรกิจส่งออก

ข้อดี:

  • ครอบคลุมทุกพื้นที่ในสหรัฐฯ
  • บริการศุลกากรที่รวดเร็ว
  • ราคาแข่งขันได้กับ DHL โดยเฉพาะชิปเมนท์ขนาดกลาง

ข้อเสีย:

  • ราคาอาจสูงกว่าบริการ Economy มาก
  • ค่าเพิ่มเติมหลายรายการที่ต้องพิจารณา

ตัวอย่างราคา:

  • 1 กก. = ประมาณ 2,000-2,300 บาท
  • 5 กก. = ประมาณ 1,600-1,900 บาท/กก.
  • 10 กก. = ประมาณ 1,400-1,600 บาท/กก.

ไปรษณีย์ไทย EMS และ ePacket

ไปรษณีย์ไทยมีตัวเลือกหลายแบบ โดย EMS เหมาะกับพัสดุทั่วไป ส่วน ePacket เป็นบริการใหม่ที่รวมภาษีนำเข้าไว้ในราคาแล้ว

ข้อดี:

  • ราคาถูกกว่าบริการ Express มาก
  • มีสาขาทั่วประเทศ สะดวกในการส่ง
  • ePacket รวมภาษีนำเข้า ไม่ต้องกังวลค่าใช้จ่ายปลายทาง

ข้อเสีย:

  • ใช้เวลานานกว่า (7-14 วัน)
  • การติดตามพัสดุอาจไม่ละเอียดเท่าบริการ Express
  • ความเร็วขึ้นอยู่กับฤดูกาลและปริมาณพัสดุ

ตัวอย่างราคา EMS:

  • 1 กก. = ประมาณ 900-1,100 บาท
  • 5 กก. = ประมาณ 700-900 บาท/กก.
  • 10 กก. = ประมาณ 600-800 บาท/กก.

ไปรษณีย์ไทยยังมีโปรโมชั่น Courier Lite ที่เหมาจ่าย 370 บาท/กก. สำหรับน้ำหนัก 21-30 กก. ซึ่งเหมาะกับการส่งพัสดุขนาดใหญ่

บริการ Forwarder เอกชน

ผู้ให้บริการเอกชนหลายรายเช่น LIDI Express และ RNP Express เสนอราคาที่แข่งขันได้

ข้อดี:

  • ราคาถูกกว่าบริการ Express จากผู้ให้บริการระดับโลก
  • มีบริการรวมกลุ่ม (Consolidation) สำหรับลูกค้าหลายราย
  • ให้คำแนะนำด้านศุลกากรและเอกสาร

ข้อเสีย:

  • บริการอาจไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่
  • ระยะเวลาอาจไม่แน่นอนเท่าผู้ให้บริการใหญ่

ตัวอย่างเช่น LIDI Express มีบริการเริ่มต้น 1,395 บาท และส่งด่วน 3-5 วัน

Shipping service comparison

วิธีคำนวณค่าส่งของไปอเมริกาด้วยตัวเอง

การเช็คราคาล่วงหน้าช่วยให้คุณวางแผนงบประมาณได้ดีขึ้น แทนที่จะประมาณการคร่าว ๆ

ขั้นตอนการคำนวณ

  1. วัดขนาดและชั่งน้ำหนักกล่อง ใช้ตลับเมตรวัดความกว้าง ยาว สูง และเครื่องชั่งน้ำหนัก
  2. คำนวณน้ำหนักปริมาตร ใช้สูตร กว้าง × ยาว × สูง (ซม.) ÷ 5,000
  3. เลือกน้ำหนักที่สูงกว่า ระหว่างน้ำหนักจริงกับน้ำหนักปริมาตร
  4. เช็คราคากับผู้ให้บริการหลาย ๆ ราย เปรียบเทียบ DHL, FedEx, EMS และ forwarder เอกชน
  5. รวมค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เช่น Fuel Surcharge, Remote Area Fee, Handling Fee

ตัวอย่างจริง

สมมติคุณต้องการส่งกล่องเสื้อผ้า 3 กล่อง:

  • กล่องที่ 1: 30×30×30 ซม. น้ำหนัก 2 กก.
  • กล่องที่ 2: 40×30×20 ซม. น้ำหนัก 3 กก.
  • กล่องที่ 3: 50×40×30 ซม. น้ำหนัก 5 กก.

คำนวณน้ำหนักปริมาตร:

  • กล่องที่ 1: 30×30×30÷5,000 = 5.4 กก. (ใช้ 5.4 กก. แทน 2 กก.)
  • กล่องที่ 2: 40×30×20÷5,000 = 4.8 กก. (ใช้ 4.8 กก. แทน 3 กก.)
  • กล่องที่ 3: 50×40×30÷5,000 = 12 กก. (ใช้ 12 กก. แทน 5 กก.)

น้ำหนักรวมที่คิดค่าขนส่ง = 22.2 กก.

เปรียบเทียบราคา:

  • DHL Express: 22.2 กก. × 1,400 บาท/กก. = 31,080 บาท (ประมาณ)
  • EMS: 22.2 กก. × 700 บาท/กก. = 15,540 บาท (ประมาณ)
  • Forwarder เอกชน: 22.2 กก. × 500 บาท/กก. = 11,100 บาท (ประมาณ)

คุณจะเห็นว่าการเลือกบริการที่แตกต่างกันสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 20,000 บาท

💡 Tip: หากคุณส่งของเป็นประจำ แนะนำให้ใช้แพลตฟอร์มเปรียบเทียบราคาเช่น ParcelRadar.io ที่รวบรวมตัวเลือกจากหลายผู้ให้บริการในที่เดียว ประหยัดเวลาในการเช็คราคาทีละราย

เอกสารและขั้นตอนพิธีการศุลกากร

การส่งของไปอเมริกาต้องผ่านพิธีการศุลกากรทั้งฝั่งไทยและสหรัฐฯ เอกสารที่ครบถ้วนช่วยให้พัสดุผ่านด่านได้เร็วขึ้น

เอกสารที่จำเป็น

สำหรับพัสดุส่วนตัว:

  • ใบแจ้งหน้าพัสดุ (Shipping Label) ที่ระบุชื่อ ที่อยู่ ผู้ส่ง-ผู้รับ
  • ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice หรือ Proforma Invoice)
  • รายการสินค้าและมูลค่า (Item Description & Value)
  • สำเนาบัตรประชาชนผู้ส่ง

สำหรับสินค้าเชิงพาณิชย์:

  • ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice) ฉบับจริง 3 ชุด
  • บัญชีสินค้า (Packing List)
  • หนังสือรับรอง (Certificate of Origin) หากต้องการสิทธิประโยชน์ภาษี
  • ใบอนุญาตพิเศษ (สำหรับสินค้าควบคุม เช่น อาหารเสริม เครื่องสำอาง)

ภาษีนำเข้าที่สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกามีกฎ De Minimis Value ที่ยกเว้นภาษีสำหรับพัสดุมูลค่าต่ำกว่า 800 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 28,000 บาท) ต่อการนำเข้า 1 ครั้ง

หากเกินมูลค่านี้:

  • อัตราภาษีขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า โดยทั่วไป 0-37.5%
  • ต้องผ่านศุลกากรอย่างเป็นทางการ (Formal Entry)
  • อาจมีค่า Customs Clearance Fee เพิ่มเติม

สินค้าบางประเภทมีภาษีพิเศษ เช่น:

  • เสื้อผ้า/สิ่งทอ: 5-32%
  • รองเท้า: 8-37.5%
  • อิเล็กทรอนิกส์: 0-4%
  • เครื่องสำอาง: 0-6.5%

💡 Tip: ตรวจสอบข้อมูลภาษีนำเข้าล่วงหน้าที่เว็บไซต์ U.S. Customs and Border Protection เพื่อวางแผนต้นทุนที่แม่นยำ

⚠️ Warning: การประกาศมูลค่าสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอาจทำให้พัสดุถูกตรวจสอบ ถูกปรับ หรือถูกยึด รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อการส่งของครั้งต่อไป

สินค้าต้องห้ามและข้อจำกัดในการส่งไปอเมริกา

สหรัฐอเมริกามีกฎระเบียบเข้มงวดเกี่ยวกับสินค้าที่นำเข้า การละเมิดอาจทำให้พัสดุถูกยึด ปรับ หรือส่งคืน

สินค้าต้องห้ามโดยเด็ดขาด

  • อาหารสด ผลไม้ เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากนม
  • พืช เมล็ดพันธุ์ ดิน
  • ยาเสพติด อาวุธ วัตถุระเบิด
  • ของปลอม ละเมิดลิขสิทธิ์
  • เงินสด เกิน 10,000 เหรียญสหรัฐ

สินค้าที่ต้องขออนุญาตพิเศษ

  • ยา อาหารเสริม (ต้องผ่าน FDA)
  • เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท (ต้องผ่าน FCC)
  • สัตว์เลี้ยง พืชพันธุ์ไม้

ข้อจำกัดด้านปริมาณ

  • แบตเตอรี่ลิเธียม: จำกัดจำนวนและขนาดตาม IATA
  • ของเหลว เจล สเปรย์: ต้องระบุส่วนผสมและปริมาณ
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: จำกัดไม่เกิน 5 ลิตรต่อการนำเข้า

หากไม่แน่ใจว่าสินค้าของคุณส่งได้หรือไม่ แนะนำให้สอบถามผู้ให้บริการขนส่งก่อนส่ง หรือเช็คข้อมูลที่ U.S. Customs and Border Protection

เคล็ดลับประหยัดค่าส่งของไปอเมริกา

มีหลายวิธีที่ช่วยลดต้นทุนการส่งของโดยไม่ต้องลดคุณภาพบริการ

ปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม

เนื่องจากน้ำหนักปริมาตรมีผลต่อค่าขนส่ง การใช้กล่องขนาดเล็กที่สุดที่เหมาะกับสินค้าจะช่วยประหยัดได้มาก

แนวทางปฏิบัติ:

  • ใช้กล่องที่พอดีกับสินค้า ไม่เหลือพื้นที่ว่างมากเกินไป
  • พิจารณาใช้ซองสำเร็จรูปสำหรับเสื้อผ้าหรือผ้า แทนกล่อง
  • บีบอากาศออกจากกล่อง ใช้เทปพันแน่นเพื่อลดขนาดโดยรวม

รอโปรโมชั่นหรือส่วนลดพิเศษ

ผู้ให้บริการหลายรายมีโปรโมชั่นช่วงเทศกาล เช่น ช่วงซัมเมอร์ ปีใหม่ หรือช่วงกลางปีที่ปริมาณพัสดุลดลง ไปรษณีย์ไทยมักมีโปรโมชั่น Courier Lite ในบางช่วงที่ลดราคาได้มาก

รวมพัสดุหลายชิ้นเป็นการส่งครั้งเดียว

หากคุณส่งของหลายชิ้นไปยังผู้รับคนเดียวกัน การรวมเป็นกล่องเดียวมักจะประหยัดกว่าส่งแยกหลายครั้ง

ตัวอย่าง:

  • ส่งแยก 3 กล่อง น้ำหนักกล่องละ 2 กก. = 6 กก.

  • ราคา DHL: 2,200 บาท/กล่อง × 3 = 6,600 บาท

  • รวมเป็นกล่องเดียว น้ำหนัก 6 กก.

  • ราคา DHL: 6 กก. × 1,700 บาท/กก. = 10,200 บาท

แต่หากสามารถบรรจุใหม่ให้น้ำหนักปริมาตรลดลง อาจได้ราคาดีกว่า

ใช้แพลตฟอร์มเปรียบเทียบราคา

แทนที่จะเช็คราคาทีละผู้ให้บริการ คุณสามารถใช้แพลตฟอร์มอย่าง ParcelRadar.io ที่รวบรวมตัวเลือกจากหลายรายในที่เดียว ช่วยประหยัดเวลาและมองเห็นภาพรวมราคาได้ชัดเจน

เลือกบริการที่เหมาะกับความเร่งด่วน

หากพัสดุไม่เร่งรีบ บริการ Economy อาจใช้เวลานานกว่า 5-7 วัน แต่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 50% ควรวางแผนส่งของล่วงหน้าเพื่อใช้ประโยชน์จากบริการราคาถูก

การติดตามสถานะและจัดการปัญหา

หลังจากส่งพัสดุแล้ว การติดตามสถานะเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าของถึงปลายทางอย่างปลอดภัย

วิธีติดตามพัสดุ

ผู้ให้บริการส่วนใหญ่มีระบบติดตามออนไลน์ผ่าน Tracking Number ที่ให้มาเมื่อส่งพัสดุ

ขั้นตอนติดตาม:

  1. เข้าเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ (DHL, FedEx, ไปรษณีย์ไทย)
  2. กรอก Tracking Number
  3. ดูสถานะปัจจุบันและประวัติการเคลื่อนย้าย

สถานะที่ควรทราบ:

  • Picked Up / Collected: พัสดุถูกรับจากผู้ส่งแล้ว
  • In Transit: อยู่ระหว่างขนส่ง
  • Customs Clearance: อยู่ระหว่างพิธีการศุลกากร
  • Out for Delivery: อยู่ระหว่างจัดส่งถึงผู้รับ
  • Delivered: จัดส่งสำเร็จแล้ว

แก้ปัญหาพัสดุค้างศุลกากร

หากพัสดุค้างที่ศุลกากรนานกว่า 3-5 วันทำการ อาจมีปัญหาเรื่อง:

  • เอกสารไม่ครบถ้วน
  • มูลค่าสินค้าไม่ชัดเจน
  • สินค้าต้องมีการตรวจสอบพิเศษ

วิธีแก้:

  1. ติดต่อศูนย์บริการลูกค้าของผู้ให้บริการ
  2. เตรียมเอกสารเพิ่มเติมหากถูกร้องขอ เช่น Invoice ใบเสร็จ
  3. ตรวจสอบว่ามีค่าธรรมเนียมค้างชำระหรือไม่

พัสดุสูญหายหรือเสียหาย

หากพัสดุสูญหายหรือเสียหายระหว่างทาง:

ขั้นตอนเคลม:

  1. แจ้งผู้ให้บริการภายใน 7-14 วัน นับจากวันที่พัสดุควรถึง
  2. เตรียมหลักฐาน: Tracking Number, Invoice, รูปถ่ายความเสียหาย
  3. กรอกแบบฟอร์มเคลมตามที่ผู้ให้บริการกำหนด
  4. รอการพิจารณา (โดยทั่วไป 14-30 วัน)

ความคุ้มครอง:

  • บริการ Express มักคุ้มครองมูลค่าสูงสุด 100-200 เหรียญสหรัฐ โดยไม่เสียค่าเพิ่ม
  • สามารถซื้อประกันเพิ่มได้หากสินค้ามีมูลค่าสูง

Parcel tracking and problem resolution


การทำความเข้าใจกับโครงสร้าง ส่งของไปอเมริกา ราคา และปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อค่าขนส่งจะช่วยให้คุณวางแผนงบประมาณได้แม่นยำและเลือกบริการที่เหมาะสมที่สุดกับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการส่งของส่วนตัว ของฝาก หรือสินค้าเชิงพาณิชย์ หากคุณต้องการประหยัดเวลาในการเปรียบเทียบราคาและตัวเลือกจากผู้ให้บริการหลายราย ลองเช็คที่ ParcelRadar.io ซึ่งรวบรวมข้อมูลค่าขนส่งระหว่างประเทศไว้ในที่เดียว ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ส่งของไปอเมริกา 1 กิโลกรัมเท่าไร?

ค่าส่งขึ้นอยู่กับประเภทบริการ โดยบริการ Express (DHL, FedEx) อยู่ที่ประมาณ 1,800-2,500 บาท บริการ Economy (EMS) อยู่ที่ประมาณ 900-1,200 บาท และบริการ Forwarder เอกชนอาจถูกกว่านี้ตั้งแต่ 700 บาทขึ้นไป ราคาจะลดลงเมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้น

น้ำหนักปริมาตรคืออะไร และคำนวณยังไง?

น้ำหนักปริมาตร (Volume Weight) คือน้ำหนักที่คำนวณจากขนาดกล่อง ใช้สูตร: กว้าง × ยาว × สูง (ซม.) ÷ 5,000 ผู้ให้บริการจะเลือกใช้น้ำหนักที่สูงกว่าระหว่างน้ำหนักจริงกับน้ำหนักปริมาตรในการคิดค่าขนส่ง

ส่งของไปอเมริกาใช้เวลานานแค่ไหน?

บริการ Express (DHL, FedEx, UPS) ใช้เวลา 3-5 วันทำการ บริการ Economy (EMS, ไปรษณีย์) ใช้เวลา 7-14 วัน และบริการ Air Freight ใช้เวลา 5-10 วัน ระยะเวลาอาจนานขึ้นหากพัสดุต้องผ่านการตรวจสอบศุลกากร

ต้องเสียภาษีนำเข้าที่อเมริกาหรือไม่?

สหรัฐอเมริกายกเว้นภาษีสำหรับพัสดุมูลค่าต่ำกว่า 800 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 28,000 บาท) ต่อการนำเข้า 1 ครั้ง หากเกินมูลค่านี้จะมีภาษีนำเข้าตามประเภทสินค้า โดยทั่วไป 0-37.5% ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้า

เอกสารอะไรบ้างที่ต้องใช้ส่งของไปอเมริกา?

สำหรับพัสดุส่วนตัวต้องมี ใบแจ้งหน้าพัสดุ (Shipping Label) ใบกำกับสินค้า (Invoice) รายการสินค้าและมูลค่า และสำเนาบัตรประชาชน สำหรับสินค้าเชิงพาณิชย์ต้องมี Commercial Invoice, Packing List และอาจต้องมี Certificate of Origin หรือใบอนุญาตพิเศษสำหรับสินค้าบางประเภท

สินค้าอะไรบ้างที่ส่งไปอเมริกาไม่ได้?

สินค้าต้องห้าม ได้แก่ อาหารสด ผลไม้ เนื้อสัตว์ พืช เมล็ดพันธุ์ ยาเสพติด อาวุธ วัตถุระเบิด ของปลอม และเงินสดเกิน 10,000 เหรียญสหรัฐ สินค้าบางประเภทต้องขออนุญาตพิเศษ เช่น ยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ควรเลือกบริการไหนดีระหว่าง Express กับ Economy?

หากของต้องถึงเร็ว มีมูลค่าสูง หรือเป็นเอกสารสำคัญ ควรเลือก Express แต่หากไม่เร่งรีบและต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย Economy เป็นตัวเลือกที่ดี สำหรับชิปเมนท์ปริมาณมาก (มากกว่า 20 กก.) Air Freight อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด

จะติดตามสถานะพัสดุได้ที่ไหน?

ใช้ Tracking Number ที่ได้รับจากผู้ให้บริการไปเช็คที่เว็บไซต์ของผู้ให้บริการนั้น ๆ เช่น DHL.com, FedEx.com หรือ Thailandpost.com คุณจะเห็นสถานะปัจจุบันและประวัติการเคลื่อนย้ายของพัสดุ รวมถึงสถานะการผ่านศุลกากร

บทความที่เกี่ยวข้อง

แชร์บทความ Facebook X LINE Email

ทีมบรรณาธิการ ParcelRadar.io ถ่ายทอดข้อมูลด้านการขนส่งระหว่างประเทศและศุลกากรให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้งานได้จริง

ติดต่อสอบถามกับแอดมินเพื่อส่งพัสดุหรือส่งของไปต่างประเทศได้ทันที ParcelRadar mascot