สารบัญสำคัญ
- ส่งด่วน Express ไปอเมริกา ใช้เวลา 3-5 วันทำการ เหมาะสำหรับเอกสารสำคัญ สินค้าเร่งด่วน แต่ค่าใช้จ่ายสูงสุด
- ส่งแบบ Economy ใช้เวลา 7-14 วันทำการ ราคาประหยัดกว่า เหมาะกับพัสดุทั่วไป ของฝาก ของใช้ส่วนตัวที่ไม่เร่งรีบ
- Air Freight สำหรับสินค้าธุรกิจ ใช้เวลา 5-10 วันทำการ คุ้มกับของหนัก หลายกล่อง หรือชิปเมนท์เชิงพาณิชย์
- Sea Freight ทางเรือ ใช้เวลา 30-45 วัน ถูกที่สุดสำหรับสินค้าปริมาณมาก ไม่เร่งรีบ
- ระยะเวลาจริงขึ้นกับเมือง พิกัด และประสิทธิภาพศุลกากร ต้องเผื่อเวลาพิธีการศุลกากรและจัดส่งในประเทศปลายทาง
การส่งของจากไทยไปอเมริกา คำถามแรกที่ทุกคนถามคือ ส่งของไปอเมริกา ใช้เวลากี่วัน ที่จริงคำตอบไม่ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับวิธีการส่ง ประเภทสินค้า และที่อยู่ปลายทาง บทความนี้จะอธิบายระยะเวลาขนส่งทุกแบบอย่างละเอียด พร้อมข้อควรรู้และเคล็ดลับเลือกบริการให้เหมาะกับความต้องการของคุณ
ระยะเวลาขนส่งแต่ละแบบ: เปรียบเทียบอย่างละเอียด
บริการ Express ด่วนที่สุด
การขนส่งแบบ Express เป็นตัวเลือกที่เร็วที่สุดสำหรับส่งของไปอเมริกา โดยผู้ให้บริการหลักอย่าง DHL Express, FedEx International Priority และ UPS Worldwide Express สามารถส่งของถึงมือได้ ภายใน 3-5 วันทำการ นับจากวันที่รับของ
ข้อดีสำคัญคือ:
- ติดตามสถานะพัสดุแบบเรียลไทม์ทุกขั้นตอน
- ผ่านพิธีการศุลกากรอย่างรวดเร็วด้วยระบบอัตโนมัติ
- มีประกันครอบคลุมค่าของที่สูญหายหรือเสียหาย
- จัดส่งถึงบ้านหรือออฟฟิศโดยตรง
ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,500-3,500 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นกับน้ำหนักและปริมาตร บริการนี้เหมาะสำหรับเอกสารสำคัญ ตัวอย่างสินค้า ของขวัญวันเกิด หรือพัสดุที่ต้องการรีบใช้งาน

บริการ Economy ประหยัดกว่า
สำหรับคนที่ไม่เร่งรีบแต่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย บริการ Economy เป็นทางเลือกที่ดี ใช้เวลาประมาณ 7-14 วันทำการ บางครั้งอาจนานถึง 20 วันในช่วงเทศกาล เช่น Black Friday, Christmas หรือ Lunar New Year
ผู้ให้บริการ Economy ที่นิยม:
- Thailand Post (EMS หรือ Register) ราคาเริ่มต้นประมาณ 500-1,200 บาท/กก.
- Kerry Express International
- บริการ Economy จากผู้ให้บริการเอกชน
- Consolidation Service ที่รวบรวมพัสดุหลายชิปเมนท์
ราคาถูกกว่า Express ประมาณ 40-60% แต่ไม่รวมประกัน และการติดตามพัสดุอาจจำกัด เหมาะกับของฝาก เสื้อผ้า หนังสือ อาหารแห้ง หรือของใช้ส่วนตัวที่ไม่แตกง่ายหรือมีมูลค่าสูงเกินไป
Air Freight สำหรับสินค้าธุรกิจ
Air Freight เป็นการขนส่งสินค้าทางอากาศแบบเชิงพาณิชย์ ใช้เวลาประมาณ 5-10 วันทำการ รวมเวลาพิธีการศุลกากรทั้งฝั่งไทยและอเมริกา บริการนี้เหมาะสำหรับชิปเมนท์ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 100 กิโลกรัมขึ้นไป หรือของที่มีหลายกล่อง
| น้ำหนัก | ค่าโดยสารประมาณ (บาท/กก.) | เวลาเฉลี่ย |
|---|---|---|
| 100-300 กก. | 120-180 | 7-10 วัน |
| 300-500 กก. | 100-150 | 6-9 วัน |
| 500+ กก. | 80-120 | 5-8 วัน |
สิ่งที่ต้องจัดการเพิ่มเติม:
- เอกสารส่งออก (Commercial Invoice, Packing List, Certificate of Origin)
- พิธีการศุลกากรทั้งสองฝั่ง
- ภาษีนำเข้าและ Duty ของสหรัฐอเมริกา
- การขนส่งจากสนามบินไปยังที่อยู่ปลายทาง
ระยะเวลารวมอาจมากกว่านี้ถ้าต้องการใช้ Freight Forwarder จัดการทุกอย่างให้ แต่จะได้ราคาที่ดีกว่าและคำแนะนำด้านพิธีการศุลกากรอย่างครบถ้วน
Sea Freight ทางเรือ ถูกที่สุด
สำหรับใครที่ต้องการส่งของปริมาณมากและไม่เร่งรีบ Sea Freight เป็นทางเลือกที่ประหยัดที่สุด แต่ใช้เวลานาน 30-45 วัน ขึ้นกับท่าเรือปลายทางในอเมริกา เช่น Los Angeles, New York, Miami หรือ Houston
บริการแบ่งเป็น:
- LCL (Less than Container Load) สำหรับสินค้าที่ไม่เต็มตู้คอนเทนเนอร์ จะรวมกับของคนอื่น คิดค่าขนส่งตาม CBM (Cubic Meter)
- FCL (Full Container Load) เช่าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งตู้ 20 ฟุต หรือ 40 ฟุต เหมาะกับสินค้าปริมาณมากหรือของหนัก
| ประเภท | ขนาด/ปริมาตร | ราคาโดยประมาณ | เวลาเฉลี่ย |
|---|---|---|---|
| LCL | 1-10 CBM | 3,000-8,000 บาท/CBM | 35-45 วัน |
| FCL 20' | 28-33 CBM | 80,000-150,000 บาท/ตู้ | 30-40 วัน |
| FCL 40' | 58-68 CBM | 120,000-200,000 บาท/ตู้ | 30-40 วัน |
Sea Freight เหมาะกับเฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักร สินค้าสำหรับร้านค้า หรือการขนย้ายของใช้ทั้งบ้าน แต่ต้องเตรียมเอกสารอย่างครบถ้วนและมีตัวแทนศุลกากรที่อเมริกาช่วยรับของ

ปัจจัยที่ทำให้ระยะเวลาขนส่งนานขึ้น
พิกัดและที่อยู่ปลายทาง
อเมริกามีขนาดใหญ่มาก ระยะเวลาส่งของไปเมืองต่างๆ ต่างกัน เมืองใหญ่อย่าง New York, Los Angeles, Chicago หรือ San Francisco มักจะได้รับของเร็วกว่าเมืองเล็กในรัฐห่างไกล เช่น Alaska, Montana หรือ Wyoming
ตัวอย่างระยะเวลาส่ง Express:
- California, New York, Texas: 3-4 วัน
- รัฐกลาง (Kansas, Missouri): 4-5 วัน
- รัฐห่างไกล (Alaska, Hawaii): 5-7 วัน
ถ้าที่อยู่อยู่ในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล อาจต้องเพิ่มเวลา 1-3 วันสำหรับการจัดส่งในประเทศปลายทาง
พิธีการศุลกากรและการตรวจสอบ
ศุลกากรสหรัฐอเมริกา (US Customs and Border Protection) มีขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าบางประเภทอาจต้องใช้เวลาตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น:
- อาหารและผลิตภัณฑ์เกษตร (ต้องผ่าน FDA และ USDA)
- เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ต้องตรวจสอบส่วนผสม)
- สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (ต้องผ่านมาตรฐาน FCC)
- ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (ข้อจำกัดเข้มงวดมาก)
ระยะเวลาพิธีการศุลกากร:
- พัสดุส่วนบุคคลทั่วไป: 1-2 วัน
- ของที่ต้องตรวจเพิ่มเติม: 3-7 วัน
- ของที่มีปัญหาหรือขาดเอกสาร: 7-14 วัน หรือถูกยึด
ช่วงเทศกาลและวันหยุด
ช่วงเทศกาลช้อปปิ้งและวันหยุดสำคัญของอเมริกา เช่น Thanksgiving (พฤศจิกายน), Christmas (ธันวาคม), Black Friday/Cyber Monday จะทำให้ปริมาณพัสดุพุ่งสูง ระยะเวลาขนส่งอาจนานขึ้น 30-50%
วันหยุดที่ควรหลีก:
- Memorial Day (พฤษภาคม)
- Independence Day (4 กรกฎาคม)
- Labor Day (กันยายน)
- Thanksgiving (พฤศจิกายน)
- Christmas/New Year (ธันวาคม-มกราคม)
ถ้าต้องการส่งของในช่วงนี้ ควรเผื่อเวลาอีก 5-10 วันจากปกติ
ประเภทและมูลค่าสินค้า
สินค้าที่มีมูลค่าเกิน $800 (ประมาณ 28,000 บาท) ต้องยื่น Formal Entry และเสียภาษีนำเข้า ทำให้ใช้เวลานานกว่าสินค้าที่ต่ำกว่านี้ซึ่งผ่าน Informal Entry ได้เลย
สินค้าที่ต้องใบอนุญาตพิเศษ เช่น เครื่องดนตรี ของเก่า ของโบราณ หรือสินค้าทำจากหนังสัตว์ ก็จะต้องใช้เวลาตรวจสอบเพิ่ม
เคล็ดลับเลือกบริการขนส่งให้เหมาะสม
พิจารณาความเร่งด่วน
ถามตัวเองก่อน:
- ต้องการให้ของถึงภายในกี่วัน?
- ถ้าของมาช้า จะส่งผลกระทบอย่างไร?
- มีงบประมาณสำหรับค่าส่งเท่าไหร่?
ถ้าของต้องถึงภายใน 1 สัปดาห์ ควรใช้ Express ไม่มีทางเลือกอื่น แต่ถ้าเผื่อได้ 2-3 สัปดาห์ Economy ก็เพียงพอและประหยัดมาก
คำนวณน้ำหนักและปริมาตร
น้ำหนักที่ใช้คิดค่าขนส่งระหว่างประเทศไม่ใช่แค่น้ำหนักจริง แต่รวม Volumetric Weight (น้ำหนักปริมาตร) ด้วย ซึ่งคำนวณจากขนาดกล่อง
สูตรคำนวณ Volume Weight:
- Express: (กว้าง × ยาว × สูง cm) ÷ 5,000 = กิโลกรัม
- Economy/Air Freight: (กว้าง × ยาว × สูง cm) ÷ 6,000 = กิโลกรัม
ระบบจะคิดจากน้ำหนักที่มากกว่าระหว่างน้ำหนักจริงกับ Volume Weight ถ้าของคุณมีน้ำหนักเบาแต่ใหญ่ เช่น ตุ๊กตา เบาะนั่ง หมอน อาจจ่ายค่าขนส่งแพงเกินคาด
💡 Tip: ลองบีบอัดกล่องให้เล็กที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยไม่ทำให้ของเสียหาย จะช่วยประหยัดค่าส่งได้มาก
เช็คข้อจำกัดของแต่ละบริการ
ผู้ให้บริการแต่ละรายมีข้อจำกัดต่างกัน เช่น:
- น้ำหนักสูงสุดต่อชิ้น: DHL ให้ส่งได้ถึง 70 กก./กล่อง แต่ผู้ให้บริการบางรายจำกัดที่ 30 กก.
- ขนาดกล่องสูงสุด: Express มักจำกัดที่ 120-150 ซม. ด้านที่ยาวที่สุด
- ของต้องห้าม: ผู้ให้บริการแต่ละรายห้ามของต่างกัน เช่น บางรายไม่รับแบตเตอรี่ลิเธียม น้ำหอม ยาสูบ
ตรวจสอบข้อกำหนดก่อนส่งเสมอ มิฉะนั้นอาจถูกปฏิเสธหรือคืนของ
ใช้เครื่องมือเปรียบเทียบค่าขนส่ง
แทนที่จะเช็คราคาผู้ให้บริการทีละราย ลองใช้ บริการเช็คและเปรียบเทียบค่าขนส่ง ที่รวบรวมตัวเลือกหลายรายไว้ในที่เดียว คุณจะเห็นราคา ระยะเวลา และเงื่อนไขของแต่ละบริการ แล้วเลือกได้ตามความต้องการ
สำหรับส่งของไปอเมริกา โดยเฉพาะ การเปรียบเทียบจะช่วยให้คุณเห็นความแตกต่างของราคาและบริการแต่ละแบบอย่างชัดเจน ประหยัดเวลาและเงินได้มาก

การเตรียมพัสดุให้ส่งถึงเร็วและปลอดภัย
เอกสารที่จำเป็น
การเตรียมเอกสารครบถ้วนจะช่วยให้พัสดุผ่านศุลกากรเร็วขึ้น:
- Commercial Invoice ถ้าเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์
- Customs Declaration (CN22/CN23) บอกรายละเอียดสินค้าและมูลค่า
- Packing List รายการบรรจุภัณฑ์
- Certificate of Origin ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (ถ้าจำเป็น)
ข้อมูลที่ต้องระบุอย่างละเอียด:
- ชื่อสินค้าเป็นภาษาอังกฤษ (ห้ามเขียนแค่ "Gift" หรือ "Sample")
- ปริมาณและน้ำหนักแต่ละรายการ
- มูลค่าแต่ละรายการเป็นสกุลเงินดอลลาร์
- HS Code ของสินค้า (ถ้ารู้) จะช่วยให้พิธีการศุลกากรเร็วขึ้น
⚠️ Warning: ห้ามประกาศมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อเลี่ยงภาษี ถ้าถูกตรวจพบอาจถูกปรับหรือยึดของ และอาจส่งผลต่อการส่งของครั้งต่อไป
บรรจุภัณฑ์ที่แข็งแรง
การบรรจุหีบห่อที่ดีช่วยป้องกันของเสียหายและเร่งกระบวนการจัดส่ง:
- ใช้กล่องแข็งแรง ทนทาน ไม่ยุบง่าย
- ใส่ฟองอากาศหรือโฟมคั่นรอบสินค้า
- ปิดผนึกกล่องด้วยเทปกาวแข็งแรงทั้งด้านบนและด้านล่าง
- ติดฉลากที่อยู่ชัดเจน กันน้ำ
- ระบุ "Fragile" หรือ "This Side Up" ถ้าจำเป็น
ประกันและการติดตามพัสดุ
สำหรับของมีค่า ควรซื้อประกันเพิ่ม Express มักให้ประกันพื้นฐาน $100 แต่ถ้าของมีมูลค่าสูงกว่า ซื้อประกันเพิ่มได้ในราคาประมาณ 1-3% ของมูลค่าสินค้า
บริการติดตามพัสดุ ช่วยให้คุณรู้ว่าของอยู่ไหน ผ่านศุลกากรหรือยัง และคาดว่าจะถึงมือเมื่อไหร่ บริการ Express ทุกค่ายให้ติดตามแบบเรียลไทม์ แต่ Economy อาจมีการอัพเดทช้ากว่า
ภาษีนำเข้าและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา
สินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า $800 ได้รับยกเว้นภาษี (De Minimis Value) แต่ถ้าเกินจำนวนนี้ ต้องเสียภาษีนำเข้าตามประเภทสินค้า อัตราภาษีแตกต่างกันไป เช่น:
- เสื้อผ้าและสิ่งทอ: 5-20%
- รองเท้า: 8-48% ขึ้นกับวัสดุ
- เครื่องสำอาง: 0-8%
- เครื่องใช้ไฟฟ้า: 0-5%
- อาหารและเครื่องดื่ม: 0-15%
ผู้รับต้องชำระภาษีและค่าธรรมเนียมก่อนรับของ ถ้าไม่จ่ายจะส่งคืนไทย
ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
นอกจากค่าขนส่งและภาษี อาจมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ เช่น:
- Customs Clearance Fee: 200-800 บาท (ขึ้นกับผู้ให้บริการ)
- Remote Area Surcharge: 500-1,500 บาท ถ้าที่อยู่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
- Fuel Surcharge: 5-15% ของค่าขนส่ง (เปลี่ยนตามราคาน้ำมัน)
- Residential Delivery Fee: 300-600 บาท ถ้าส่งถึงบ้าน ไม่ใช่ออฟฟิศ
เช็คค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมทั้งหมดก่อนตัดสินใจจอง
ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์การส่ง
กรณีศึกษา 1: ส่งเอกสารเร่งด่วน
สถานการณ์: คุณอาทิตย์ต้องส่งเอกสารสัญญางานไปที่ New York ภายใน 4 วัน
วิธีแก้:
- เลือกใช้ DHL Express ราคา 1,800 บาท (น้ำหนัก 0.5 กก.)
- ส่งวันจันทร์ ถึง New York วันพฤหัสบดี
- ติดตามสถานะแบบเรียลไทม์ทุกขั้นตอน
ผลลัพธ์: ของถึงครบกำหนด ไม่มีปัญหา ค่าใช้จ่ายคุ้มค่ากับความเร่งรีบ
กรณีศึกษา 2: ส่งของฝากแบบ Economy
สถานการณ์: คุณนิดส่งอาหารแห้ง ขนม และของใช้ไปให้ลูกที่เรียนที่ California ไม่เร่งรีบ
วิธีแก้:
- ใช้ Thailand Post EMS ราคา 2,200 บาท (น้ำหนัก 5 กก.)
- ส่งวันที่ 5 พฤศจิกายน ถึง California วันที่ 20 พฤศจิกายน (15 วัน)
- มูลค่ารวม $150 ไม่ต้องเสียภาษี
ผลลัพธ์: ของถึงครบถ้วน ประหยัดค่าส่งได้มาก เหมาะกับของที่ไม่เร่งรีบ
กรณีศึกษา 3: ส่งสินค้าธุรกิจขายทาง Amazon
สถานการณ์: ร้านค้าส่งสินค้า 200 กก. ไปคลัง Amazon ที่ Los Angeles
วิธีแก้:
- ใช้ Air Freight LCL ราคา 28,000 บาท รวมค่าบริการ
- ใช้เวลารวม 9 วัน (รวมพิธีการศุลกากร)
- เตรียม Commercial Invoice และ Packing List ครบถ้วน
ผลลัพธ์: สินค้าเข้าคลังทันกำหนด ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมถูกกว่า Express มาก
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ส่งของไปอเมริกา ใช้เวลากี่วัน ถ้าใช้บริการปกติ?
บริการปกติหรือ Economy ใช้เวลาประมาณ 7-14 วันทำการ ขึ้นกับที่อยู่ปลายทางและช่วงเวลาที่ส่ง ในช่วงเทศกาลอาจนานขึ้นถึง 20 วัน ถ้าต้องการความแน่นอนมากกว่านี้ควรใช้ Express แทน
ส่งด่วนไปอเมริกาเร็วสุดกี่วัน?
บริการด่วนที่สุดคือ DHL Express, FedEx International Priority หรือ UPS Worldwide Express ใช้เวลา 3-5 วันทำการ ไปถึงเมืองใหญ่ เช่น New York, Los Angeles, Chicago ถ้าเป็นพื้นที่ห่างไกลอาจนานขึ้น 1-2 วัน
ส่งของหนัก 10 กิโลกรัม ควรใช้บริการอะไร?
ถ้าของหนัก 10 กก. และไม่เร่งรีบมาก ควรใช้ Economy หรือ Air Freight แบบ Consolidation ซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ 2,000-4,000 บาท แต่ถ้าเร่งด่วนต้องใช้ Express ซึ่งอาจสูงถึง 8,000-12,000 บาท
ส่งของไปอเมริกาต้องเสียภาษีไหม?
ผู้รับต้องเสียภาษีนำเข้าถ้าของมีมูลค่าเกิน $800 อัตราภาษีขึ้นกับประเภทสินค้า ถ้าต่ำกว่าจำนวนนี้จะได้รับยกเว้นภาษี แต่อาจมีค่าธรรมเนียมพิธีการศุลกากรเล็กน้อย
ส่งของไปอเมริกาช่วงคริสต์มาสต้องเผื่อเวลาเท่าไหร่?
ช่วง พฤศจิกายน-ธันวาคม เป็นช่วง High Season ระยะเวลาขนส่งอาจนานขึ้น 30-50% ควรเผื่อเวลาอีก 5-10 วันจากปกติ ถ้าต้องการให้ของถึงก่อนคริสต์มาส (25 ธันวาคม) ควรส่งไม่ช้ากว่าต้นธันวาคม
ส่งของไปอเมริกาต้องมี Tax ID ไหม?
สำหรับพัสดุส่วนบุคคลไม่จำเป็นต้องมี แต่ถ้าเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ที่มูลค่าเกิน $800 ผู้นำเข้าต้องมี EIN (Employer Identification Number) หรือ SSN (Social Security Number) เพื่อยื่นเอกสารศุลกากร
ของที่ส่งไปอเมริกาติดศุลกากรนาน ทำอย่างไร?
ถ้าของติดศุลกากรเกิน 3-5 วัน ให้:
- ตรวจสอบสถานะจาก Tracking Number
- ติดต่อผู้ให้บริการขนส่งเพื่อสอบถามสาเหตุ
- เตรียมเอกสารเพิ่มเติมถ้าศุลกากรร้องขอ
- ติดต่อตัวแทนศุลกากรในอเมริกาถ้าจำเป็น
ถ้าขาดเอกสารหรือสินค้าไม่ผ่านเกณฑ์ อาจถูกส่งคืนไทย
ส่งอาหารไปอเมริกาได้หรือไม่?
ได้ แต่มีข้อจำกัด อาหารแห้ง ขนม เครื่องปรุง ผ่านได้ แต่ห้ามส่งเนื้อสัตว์ ผลไม้สด ผักสด เมล็ดพันธุ์ และผลิตภัณฑ์นม ควรตรวจสอบกับ FDA และ USDA ก่อนส่ง และประกาศข้อมูลสินค้าอย่างละเอียด
การวางแผนส่งของไปอเมริกาให้ถึงทันเวลาและคุ้มค่าที่สุดต้องอาศัยการเข้าใจระยะเวลาขนส่งแต่ละบริการ ปัจจัยที่ส่งผล และการเตรียมเอกสารอย่างครบถ้วน ไม่ว่าคุณจะส่งเอกสารเร่งด่วน ของฝากส่วนตัว หรือสินค้าธุรกิจ การเลือกบริการที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและเงิน หากต้องการเปรียบเทียบราคาและตัวเลือกการส่งของไปอเมริกาจากผู้ให้บริการหลายราย ลองเข้าไปดูที่ ParcelRadar.io ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมทั้งหมดและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
WordPress Slug: song-khong-pai-america-chai-wela-ki-wan




