การส่งของไปญี่ปุ่นในปี 2026 ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด แต่การเลือกบริการที่เหมาะสมกับสินค้าของคุณต้องอาศัยความเข้าใจในเรื่องค่าส่ง พิธีการศุลกากร และข้อจำกัดของสินค้าแต่ละประเภท ไม่ว่าคุณจะส่งของฝากให้เพื่อนที่อยู่โตเกียว ส่งตัวอย่างสินค้าให้ลูกค้าที่โอซาก้า หรือเป็นร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการขยายฐานลูกค้าไปญี่ปุ่น บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจทุกขั้นตอนและเลือกวิธีการส่งที่คุ้มค่าที่สุด
สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ก่อนส่งของไปญี่ปุ่น
- ค่าส่งคำนวณจากน้ำหนักจริงหรือ Volume Weight แล้วแต่อันไหนมากกว่า
- เอกสารศุลกากรต้องระบุมูลค่าสินค้าและประเภทสินค้าอย่างถูกต้อง
- สินค้าบางประเภทต้องขออนุญาตพิเศษ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง ยา
- ภาษีนำเข้าและ Consumption Tax ประมาณ 8-10% บวกด้วยค่าธรรมเนียมศุลกากร
- ระยะเวลาขนส่งขึ้นอยู่กับประเภทบริการ ตั้งแต่ 2-3 วันถึง 2-4 สัปดาห์
ตัวเลือกบริการขนส่งไปญี่ปุ่น
เมื่อต้องการส่งของไปญี่ปุ่น คุณมีตัวเลือกหลักอยู่ 3 แบบ ขึ้นอยู่กับน้ำหนัก งบประมาณ และความเร่งด่วน
Express Courier (ขนส่งด่วนระหว่างประเทศ)
บริการขนส่งด่วนจากผู้ให้บริการระดับโลกอย่าง DHL, FedEx, UPS หรือ TNT เหมาะสำหรับพัสดุที่มีมูลค่าสูง ต้องการความรวดเร็ว หรือจำเป็นต้องติดตามสถานะแบบเรียลไทม์
ข้อดี:
- ส่งถึงภายใน 2-4 วันทำการ
- มีบริการ door-to-door ครบวงจร
- ติดตามสถานะได้ตลอดเส้นทาง
- ครอบคลุมพิธีการศุลกากรให้
ข้อเสีย:
- ค่าส่งสูงกว่าตัวเลือกอื่นมาก
- มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมหลายรายการ
- ไม่คุ้มกับพัสดุขนาดใหญ่หรือน้ำหนักมาก

Economy Air (ไปรษณีย์อากาศประหยัด)
บริการจากไปรษณีย์ไทยหรือผู้ให้บริการที่ใช้เส้นทางอากาศแบบประหยัด เหมาะสำหรับของส่วนตัว ของฝาก หรือสินค้าที่ไม่รีบด่วน
ข้อดี:
- ค่าส่งถูกกว่า Express ประมาณ 40-60%
- ส่งได้ตั้งแต่เอกสารจนถึงพัสดุปกติ
- เหมาะกับพัสดุน้ำหนัก 1-20 กิโลกรัม
ข้อเสีย:
- ใช้เวลา 7-14 วันทำการ
- ติดตามสถานะได้จำกัด
- ต้องดำเนินการศุลกากรบางส่วนเอง
Sea Freight (ขนส่งทางเรือ)
เหมาะสำหรับสินค้าจำนวนมาก น้ำหนักตั้งแต่ 50 กิโลกรัมขึ้นไป หรือส่งแบบ LCL/FCL สำหรับธุรกิจ หากคุณเป็นธุรกิจที่ต้องการส่งสินค้าจำนวนมากแบบประหยัด Sea Freight LCL/FCL อาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
ข้อดี:
- ค่าส่งต่อกิโลกรัมต่ำที่สุด
- รองรับสินค้าปริมาณมาก
- ส่งของที่มีขนาดใหญ่ได้
ข้อเสีย:
- ใช้เวลา 14-30 วัน
- ต้องมีปริมาณขั้นต่ำ
- กระบวนการซับซ้อนกว่า
วิธีคำนวณค่าส่งของไปญี่ปุ่น
การคำนวณค่าส่งไม่ได้ดูแค่น้ำหนักจริงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณา Volume Weight (น้ำหนักปริมาตร) ด้วย ผู้ให้บริการจะเก็บค่าส่งจากค่าที่สูงกว่า
สูตรคำนวณ Volume Weight
สำหรับ Express Courier:
Volume Weight (kg) = (กว้าง x ยาว x สูง ซม.) ÷ 5000
สำหรับ Air Freight:
Volume Weight (kg) = (กว้าง x ยาว x สูง ซม.) ÷ 6000
ตัวอย่างการคำนวณ:
สมมติคุณส่งกล่องขนาด 50 x 40 x 30 ซม. น้ำหนักจริง 8 กก.
- Volume Weight = (50 x 40 x 30) ÷ 5000 = 12 กก.
- ผู้ให้บริการจะคิดค่าส่งจาก 12 กก. แทนที่จะเป็น 8 กก.
ช่วงราคาค่าส่งโดยประมาณ (ปี 2026)
| ประเภทบริการ | น้ำหนัก 1 กก. | น้ำหนัก 5 กก. | น้ำหนัก 10 กก. | ระยะเวลา |
|---|---|---|---|---|
| Express | 800-1,200 บาท | 2,500-3,500 บาท | 4,500-6,500 บาท | 2-4 วัน |
| Economy Air | 450-650 บาท | 1,200-1,800 บาท | 2,200-3,200 บาท | 7-14 วัน |
| Sea Freight | ไม่รับ | 600-900 บาท | 1,000-1,500 บาท | 14-30 วัน |
💡 Tip: ใช้บริการเปรียบเทียบค่าส่งจาก ParcelRadar.io เพื่อดูราคาจริงจากผู้ให้บริการหลายรายในครั้งเดียว ช่วยประหยัดเวลาและเงิน
เอกสารที่จำเป็นสำหรับการส่งของไปญี่ปุ่น
การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนช่วยให้พัสดุของคุณผ่านศุลกากรได้รวดเร็วและไม่มีปัญหา
เอกสารพื้นฐานที่ต้องมีทุกชิปเมนท์
- Commercial Invoice (ใบกำกับสินค้า) – ระบุรายละเอียดสินค้า มูลค่า จำนวน และวัตถุประสงค์การส่ง
- Packing List (รายการบรรจุภัณฑ์) – แสดงว่าในพัสดุมีอะไรบ้าง น้ำหนักและขนาดแต่ละรายการ
- Customs Declaration (ใบแจ้งศุลกากร) – แบบฟอร์มที่ผู้ให้บริการจัดเตรียมให้
เอกสารเพิ่มเติมตามประเภทสินค้า
สินค้าที่มีมูลค่าสูง (เกิน 200,000 เยน):
- สำเนาหนังสือเดินทางผู้รับ
- หนังสือมอบอำนาจ (ถ้าใช้ตัวแทน)
อาหารและเครื่องสำอาง:
- ใบรับรองจากกรมอนามัย
- ฉลากภาษาญี่ปุ่น (สำหรับสินค้าเชิงพาณิชย์)
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์:
- ใบรับรอง CE หรือ PSE (Product Safety Electrical Appliance)
คุณสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนและเอกสารการส่งออกจากเว็บไซต์กรมศุลกากร

ข้อจำกัดและสินค้าต้องห้ามส่งไปญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นมีกฎระเบียบเข้มงวดเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าบางประเภท การรู้ล่วงหน้าช่วยป้องกันปัญหาพัสดุถูกยึดหรือส่งคืน
สินค้าต้องห้ามส่งโดยเด็ดขาด
- ยาเสพติดและสารเคมีควบคุม
- อาวุธ ปืน ดาบ มีด (รวมถึงของเล่นจำลอง)
- เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์สด
- พืชและเมล็ดพันธุ์ที่ไม่มีใบรับรอง
- ของปลอมแปลงหรือละเมิดลิขสิทธิ์
- สิ่งพิมพ์ลามกอนาจาร
สินค้าที่ต้องขออนุญาตพิเศษ
- อาหารแห้ง/อาหารสำเร็จรูป – ต้องมีใบรับรองจากกรมอนามัย ฉลากต้องเป็นภาษาญี่ปุ่น
- เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว – ต้องผ่านการอนุมัติจาก Ministry of Health, Labour and Welfare
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ – ต้องมีรับรอง PSE สำหรับสินค้าที่ใช้กระแสไฟ
- ยาและอาหารเสริม – จำกัดปริมาณสำหรับใช้ส่วนตัว (ไม่เกิน 2 เดือน)
⚠️ Warning: การส่งสินค้าต้องห้ามอาจทำให้พัสดุถูกยึด คุณต้องเสียค่าปรับ และอาจมีปัญหาทางกฎหมายตามมา ตรวจสอบรายการสินค้าให้ละเอียดก่อนจัดส่งทุกครั้ง
สินค้าที่มีข้อจำกัดเฉพาะ
แบตเตอรี่ลิเธียม:
- ส่งได้แต่ต้องบรรจุตามมาตรฐาน IATA
- ต้องติดฉลาก "Lithium Battery" ชัดเจน
- จำกัด Wh ไม่เกิน 100Wh สำหรับของส่วนตัว
ของเหลว:
- บรรจุในภาชนะที่ไม่รั่วซึม
- จำกัดปริมาณไม่เกิน 500 มล. ต่อขวด
- ห้ามส่งแอลกอฮอล์เกิน 24% โดยไม่มีใบอนุญาต
พิธีการศุลกากรและภาษีนำเข้าญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นมีระบบศุลกากรที่มีประสิทธิภาพสูง แต่คุณต้องเข้าใจวิธีการคำนวณภาษีและค่าธรรมเนียมเพื่อประเมินต้นทุนรวม
เกณฑ์การเสียภาษี
สินค้าส่วนตัว (Personal Use):
- มูลค่าไม่เกิน 10,000 เยน (ประมาณ 2,500 บาท) ไม่ต้องเสียภาษี
- มูลค่า 10,001-200,000 เยน เสียภาษีแบบลดหย่อน (Simplified Rate)
- มูลค่าเกิน 200,000 เยน เสียภาษีเต็มอัตรา
สินค้าเชิงพาณิชย์ (Commercial):
- เสียภาษีทุกชิปเมนท์ไม่ว่ามูลค่าเท่าไร
- คำนวณจาก CIF (Cost + Insurance + Freight)
อัตราภาษีและค่าธรรมเนียม
| ประเภทค่าใช้จ่าย | อัตรา | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| Customs Duty (ภาษีนำเข้า) | 0-15% | ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า |
| Consumption Tax (VAT) | 10% | คิดจากมูลค่าสินค้า + ภาษีนำเข้า |
| Clearance Fee | 200-500 เยน | ค่าดำเนินการศุลกากร |
ตัวอย่างการคำนวณภาษี:
สมมติคุณส่งเสื้อผ้ามูลค่า 15,000 บาท (ประมาณ 60,000 เยน)
- Customs Duty (สมมติ 10%) = 60,000 x 10% = 6,000 เยน
- Base for Consumption Tax = 60,000 + 6,000 = 66,000 เยน
- Consumption Tax (10%) = 66,000 x 10% = 6,600 เยน
- ภาษีรวม = 6,000 + 6,600 = 12,600 เยน (ประมาณ 3,150 บาท)
💡 Tip: ลองเช็คอัตราภาษีเฉพาะสินค้าของคุณจาก Japan Customs Website ก่อนส่ง เพราะสินค้าแต่ละ HS Code มีอัตราภาษีต่างกัน
การบรรจุหีบห่อให้ปลอดภัย
การบรรจุพัสดุอย่างถูกวิธีช่วยลดความเสี่ยงสินค้าเสียหายระหว่างขนส่งและผ่านศุลกากรได้ง่ายขึ้น
หลักการบรรจุแบบมาตรฐาน
- เลือกกล่องที่แข็งแรง – กล่องลูกฟูกชั้นคู่สำหรับของหนักหรือเปราะ
- เว้นพื้นที่ภายใน – ใส่กันกระแทกรอบสินค้าอย่างน้อย 5 ซม.
- ห้ามมีพื้นที่ว่าง – กล่องที่มีช่องว่างมากเสี่ยงยุบตัวเมื่อวางทับกัน
- แยกสินค้าแต่ละชิ้น – ห่อแต่ละชิ้นด้วยฟองอากาศ ห้ามให้ชนกัน
- กันความชื้น – ใส่ซิลิกาเจลสำหรับพัสดุที่ต้องเดินทางนาน
วัสดุกันกระแทกที่แนะนำ
- ฟองอากาศ (Bubble Wrap) – เหมาะกับของเปราะ แก้ว เซรามิก
- โฟมอัด – สำหรับอิเล็กทรอนิกส์
- กระดาษขยำ – เติมเต็มช่องว่างในกล่อง
- เอกอัดลม (Air Pillow) – น้ำหนักเบา ไม่เพิ่ม Volume Weight มาก
⚠️ Warning: อย่าใช้หนังสือพิมพ์เป็นกันกระแทก เพราะหมึกอาจติดสินค้าและดูไม่เป็นมืออาชีพ

เคล็ดลับประหยัดค่าส่งของไปญี่ปุ่น
การส่งของไปญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องเสียเงินมากเกินไป ถ้าคุณรู้วิธีเลือกบริการและวางแผนล่วงหน้า
7 วิธีลดค่าขนส่ง
-
เปรียบเทียบราคาก่อนทุกครั้ง – อย่าใช้ผู้ให้บริการเดิมโดยไม่เทียบราคา ลองเช็คตัวเลือกผ่าน ParcelRadar.io เพื่อหาราคาที่ดีที่สุด
-
ลดขนาดกล่อง – ใช้กล่องที่พอดีกับสินค้า ลด Volume Weight ลงได้มาก
-
รวมพัสดุหลายชิ้น – แทนที่จะส่งหลายครั้ง ลองรอรวมเป็นครั้งเดียว
-
เลือกบริการที่เหมาะสม – ไม่ใช่ทุกครั้งที่ต้องใช้ Express ถ้าไม่รีบให้ใช้ Economy
-
ระบุมูลค่าสินค้าจริง – อย่าประเมินราคาสูงเกินไป จะทำให้เสียภาษีมากขึ้น (แต่ต้องสมเหตุสมผล)
-
ส่งในช่วงนอกฤดูกาล – ช่วง Black Friday, ปีใหม่ ค่าส่งมักแพงขึ้นเพราะปริมาณพัสดุสูง
-
ใช้บริการรวบรวมพัสดุ (Consolidation) – บางผู้ให้บริการมีบริการรวมพัสดุหลายชิ้นก่อนส่ง ลดค่าส่งได้
การเลือกระหว่าง Express กับ Economy
| เลือก Express เมื่อ | เลือก Economy เมื่อ |
|---|---|
| สินค้ามีมูลค่าสูง ต้องการประกัน | พัสดุของฝาก ไม่รีบ |
| ต้องการภายใน 3-5 วัน | ระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ยังรับได้ |
| จำเป็นต้องติดตามสถานะแบบเรียลไทม์ | งบประมาณจำกัด |
| เอกสารสำคัญหรือสินค้าด่วน | น้ำหนักมากแต่ไม่รีบ |
ระยะเวลาขนส่งและการติดตามพัสดุ
ระยะเวลาที่พัสดุถึงญี่ปุ่นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งบริการที่เลือก ช่วงเวลาส่ง และประเภทสินค้า
ไทม์ไลน์การส่งแบบละเอียด
Express Courier (2-4 วันทำการ):
- วันที่ 1: รับพัสดุและส่งออกจากไทย
- วันที่ 2: เดินทางถึงญี่ปุ่น ผ่านศุลกากร
- วันที่ 3-4: จัดส่งถึงมือผู้รับ
Economy Air (7-14 วันทำการ):
- วันที่ 1-2: รวบรวมพัสดุและส่งออก
- วันที่ 3-7: เดินทางและผ่านศุลกากร
- วันที่ 8-14: จัดส่งภายในญี่ปุ่น
Sea Freight (14-30 วัน):
- วันที่ 1-5: เตรียมเอกสารและบรรทุก
- วันที่ 6-20: เดินทางทางเรือ
- วันที่ 21-30: ถึงท่า ผ่านศุลกากร และขนส่งต่อ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความล่าช้า
- วันหยุดนักขัตฤกษ์ – ญี่ปุ่นมี Golden Week (ต้นพฤษภาคม) และ Obon (กลางสิงหาคม)
- พิธีการศุลกากร – สินค้าที่ต้องตรวจเพิ่มเติมอาจล่าช้า 2-5 วัน
- สภาพอากาศ – พายุไต้ฝุ่นอาจหยุดการบินหรือเรือ
- ที่อยู่ห่างไกล – ถ้าส่งไปเกาะหรือภูเขาต้องใช้เวลาเพิ่ม
💡 Tip: ติดตามสถานะพัสดุผ่าน Tracking Number ที่ผู้ให้บริการมอบให้ ระบบจะแสดงตำแหน่งปัจจุบัน สถานะศุลกากร และกำหนดส่งถึง
ประสบการณ์จริงจากผู้ส่งของไปญี่ปุ่น
กรณีศึกษา 1: ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์
คุณเอ เจ้าของร้าน Shopee ต้องส่งเสื้อยืด 20 ตัวไปให้ลูกค้าที่โอซาก้า น้ำหนักรวม 3 กก.
ปัญหา: คิดจะใช้ Express แต่ค่าส่ง 2,800 บาท แพงเกินไป
วิธีแก้:
- เปลี่ยนมาใช้ Economy Air ค่าส่ง 1,200 บาท
- บรรจุในกล่อง 40x30x20 ซม. (Volume Weight = 4.8 กก.)
- ระบุมูลค่าสินค้าจริง เสียภาษีประมาณ 800 บาท
- ใช้เวลา 10 วัน ลูกค้ายอมรอได้
ผลลัพธ์: ประหยัดค่าส่งได้ 1,600 บาท แต่ยังส่งถึงมือลูกค้าตรงเวลา
กรณีศึกษา 2: ส่งของฝากหลายอย่าง
คุณบี ต้องส่งของฝากให้เพื่อนที่โตเกียว มีทั้งขนม ครีมบำรุงผิว และเสื้อผ้า
ปัญหา: ครีมบำรุงผิวเป็นเครื่องสำอางต้องมีเอกสารพิเศษ
วิธีแก้:
- แยกพัสดุเป็น 2 กล่อง: กล่อง 1 เป็นขนมและเสื้อผ้า กล่อง 2 เป็นครีม
- กล่อง 1 ส่งแบบปกติ ผ่านง่าย
- กล่อง 2 ติดฉลากเป็น "Cosmetic for Personal Use" พร้อมระบุปริมาณไม่เกิน 24 ชิ้น
ผลลัพธ์: ทั้งสองกล่องผ่านศุลกากรไม่มีปัญหา ไม่ถูกยึด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ส่งของไปญี่ปุ่นใช้เวลานานแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับบริการที่เลือก Express ใช้เวลา 2-4 วันทำการ Economy Air ใช้เวลา 7-14 วัน และ Sea Freight ใช้เวลา 14-30 วัน ไม่รวมวันหยุดและเวลาผ่านศุลกากร
ต้องเสียภาษีเท่าไหร่?
สินค้าส่วนตัวมูลค่าต่ำกว่า 10,000 เยน (ประมาณ 2,500 บาท) ไม่ต้องเสียภาษี มูลค่าเกินต้องเสียภาษีนำเข้าประมาณ 0-15% บวกกับ Consumption Tax 10% และค่าธรรมเนียมศุลกากรอีกประมาณ 200-500 เยน
ส่งอาหารไปญี่ปุ่นได้ไหม?
ส่งได้แต่มีข้อจำกัด อาหารแห้ง ขนม และอาหารสำเร็จรูปที่บรรจุซองส่งได้ แต่ต้องระบุส่วนผสม ห้ามส่งเนื้อสัตว์สด ผักผลไม้สด และผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
Volume Weight คำนวณยังไง?
ใช้สูตร (กว้าง x ยาว x สูง ในซม.) หารด้วย 5000 สำหรับ Express หรือหารด้วย 6000 สำหรับ Air Freight ผู้ให้บริการจะเก็บค่าส่งจากน้ำหนักจริงหรือ Volume Weight อันไหนมากกว่า
ถ้าพัสดุไม่ผ่านศุลกากรต้องทำยังไง?
ติดต่อผู้ให้บริการทันทีเพื่อตรวจสอบสาเหตุ อาจต้องส่งเอกสารเพิ่มเติม ชำระภาษีที่ค้างอยู่ หรือขออนุญาตพิเศษ ในบางกรณีอาจต้องส่งคืนหรือทำลายสินค้าตามกฎหมาย
ส่งของไปญี่ปุ่นต้องมีบิลหรือใบเสร็จไหม?
ไม่จำเป็นสำหรับของส่วนตัวหรือของฝาก แต่ต้องมี Commercial Invoice ที่ระบุมูลค่าสินค้าชัดเจน สำหรับสินค้าเชิงพาณิชย์ต้องมีใบกำกับภาษีและเอกสารส่งออกครบถ้วน
แนะนำผู้ให้บริการส่งของไปญี่ปุ่นรายไหน?
ขึ้นอยู่กับความต้องการ DHL, FedEx, UPS เหมาะกับพัสดุด่วน ไปรษณีย์ไทย EMS เหมาะกับงบน้อย Kerry, SCG Express มีบริการ Economy ที่ดี แนะนำให้เปรียบเทียบราคาจากหลายรายก่อนตัดสินใจ
ส่งแบตเตอรี่หรือพาวเวอร์แบงก์ไปญี่ปุ่นได้ไหม?
ส่งได้แต่ต้องปฏิบัติตามกฎ IATA ต้องบรรจุแบตเตอรี่ในอุปกรณ์หรือแยกห่อแต่ละก้อน จำกัด Wh ไม่เกิน 100Wh ต้องติดฉลากเตือน บางผู้ให้บริการไม่รับบางประเภท
การส่งของไปญี่ปุ่นในปี 2026 ไม่ซับซ้อนถ้าคุณเตรียมตัวดี เลือกบริการที่เหมาะสม และเข้าใจกฎระเบียบศุลกากร หากคุณต้องการเปรียบเทียบค่าส่งจากผู้ให้บริการหลายรายในครั้งเดียว ลองใช้ ParcelRadar.io ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของตัวเลือกทั้งหมด ประหยัดทั้งเวลาและเงิน ไม่ว่าจะส่งของส่วนตัวหรือสินค้าเชิงธุรกิจก็เช็คราคาได้ง่ายๆ ภายในไม่กี่คลิก
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ส่งของไปเกาหลี: คู่มือค่าส่ง เอกสาร และพิธีการศุลกากร
- เปรียบเทียบ Express vs Economy Air: เลือกยังไงให้คุ้มค่า
- วิธีคำนวณ Volume Weight และลดค่าส่งพัสดุระหว่างประเทศ
- เอกสารส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ: Checklist ฉบับสมบูรณ์
- พิธีการศุลกากรญี่ปุ่น: สิ่งที่ต้องรู้ก่อนส่งของเชิงพาณิชย์




