Key Takeaways
- การส่งของไปจีนมีตัวเลือกหลักๆ 3 แบบ คือ Express (2-5 วัน), Air Freight (5-10 วัน) และ Sea Freight (15-30 วัน) แต่ละแบบมีข้อดีต่างกัน
- น้ำหนักปริมาตร (Volume Weight) เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนวณ เพราะค่าส่งอาจคิดจากน้ำหนักที่มากกว่าจริง
- เอกสารที่จำเป็นได้แก่ใบแจ้งหน้า (Invoice), Packing List และอาจต้องใช้ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าสำหรับสินค้าบางประเภท
- สินค้าต้องห้ามและจำกัดในจีนค่อนข้างเข้มงวด โดยเฉพาะอาหาร เครื่องสำอาง และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
- การเปรียบเทียบค่าส่งจากผู้ให้บริการหลายรายช่วยประหยัดต้นทุนได้ถึง 20-40% ต่อชิปเมนท์
ทำไมต้องเข้าใจตัวเลือกการส่งของไปจีนให้ชัดเจน
การส่งของไปจีนในปี 2026 มีความซับซ้อนมากขึ้นเนื่องจากข้อกำหนดศุลกากรที่เข้มงวดและตัวเลือกขนส่งที่หลากหลาย ไม่ว่าคุณจะเป็นร้านค้าออนไลน์ที่ต้องส่งตัวอย่างสินค้าไปให้โรงงาน ธุรกิจที่ต้องส่งเอกสารสำคัญ หรือบุคคลทั่วไปที่ต้องการส่งของฝากให้คนใกล้ชิด การเลือกผู้ให้บริการและวิธีการส่งที่เหมาะสมจะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย
หลายคนมักเลือกผู้ให้บริการรายแรกที่พบโดยไม่เปรียบเทียบ จนพบว่าจ่ายค่าส่งแพงเกินไปหรือใช้เวลานานกว่าที่คาดหวัง ความจริงแล้วการส่งของไปจีนมีตัวเลือกมากมาย ตั้งแต่บริการด่วนแบบ Express ที่ใช้เวลาแค่ 2-3 วัน ไปจนถึง Sea Freight ที่เหมาะกับสินค้าปริมาณมาก
City-Link Express ให้บริการส่งเอกสารและพัสดุแบบด่วนไปจีน พร้อมทีมงานที่คอยให้คำปรึกษา ในขณะที่ Ezy Express ให้บริการส่งของไปจีน ทั้งเอกสารและสินค้าธุรกิจแบบครบวงจร
ตัวเลือกหลักในการส่งของไปจีน
บริการขนส่งด่วน Express
Express เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับเอกสารสำคัญ ตัวอย่างสินค้า หรือพัสดุที่ต้องการความรวดเร็ว ระยะเวลาส่งมักอยู่ระหว่าง 2-5 วันทำการ ผู้ให้บริการชั้นนำเช่น DHL, FedEx, UPS และ SF Express มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วจีน
ข้อดีของ Express:
- ใช้เวลาส่งเร็วที่สุด (2-5 วัน)
- มีระบบติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์
- พิธีการศุลกากรรวดเร็ว
- เหมาะกับเอกสารและพัสดุมูลค่าสูง
ข้อเสียของ Express:
- ค่าขนส่งสูงสุดเมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ
- มักมีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักและขนาดต่อพัสดุ
- ไม่คุ้มค่าสำหรับสินค้าปริมาณมาก
Air Freight สำหรับสินค้าปริมาณกลาง
Air Freight หรือการขนส่งสินค้าทางอากาศเป็นตัวเลือกกลางๆ ระหว่าง Express และ Sea Freight เหมาะสำหรับสินค้าที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 50 กิโลกรัมขึ้นไป หรือมีหลายกล่อง ระยะเวลาส่งประมาณ 5-10 วันทำการ
ข้อดีหลักคือราคาถูกกว่า Express แต่เร็วกว่า Sea Freight มาก สำหรับธุรกิจที่ต้องส่งตัวอย่างสินค้าหลายชิ้น หรือต้องการเติมสต็อกแบบเร่งด่วนแต่ไม่จำเป็นต้องใช้ Express
| ประเภทสินค้า | น้ำหนักแนะนำ | ระยะเวลา | ราคาเฉลี่ย/กก. |
|---|---|---|---|
| เอกสารและตัวอย่าง | 1-20 กก. | 5-7 วัน | 150-250 บาท |
| สินค้าธุรกิจ | 20-100 กก. | 7-10 วัน | 80-150 บาท |
| สินค้าปริมาณมาก | 100+ กก. | 7-12 วัน | 60-100 บาท |
Sea Freight สำหรับธุรกิจส่งออก
Sea Freight เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องส่งสินค้าปริมาณมาก ไม่เร่งด่วน และต้องการประหยัดต้นทุนสูงสุด มีตัวเลือกทั้ง LCL (Less than Container Load) สำหรับสินค้าที่ไม่เต็มตู้คอนเทนเนอร์ และ FCL (Full Container Load) สำหรับสินค้าที่มีเต็มตู้
ระยะเวลาส่งประมาณ 15-30 วัน ขึ้นอยู่กับท่าเรือต้นทางและปลายทาง สำหรับผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปจีนเป็นประจำ Sea Freight ช่วยลดต้นทุนขนส่งได้มากถึง 60-70% เมื่อเทียบกับ Air Freight
วิธีคำนวณค่าส่งและน้ำหนักปริมาตร
การส่งของไปจีนส่วนใหญ่จะคิดค่าขนส่งจากน้ำหนักที่มากกว่าระหว่างน้ำหนักจริง (Actual Weight) และน้ำหนักปริมาตร (Volume Weight) ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนมักพลาดและเจอค่าส่งที่สูงกว่าคาดหวัง
สูตรคำนวณน้ำหนักปริมาตร:
- ความยาว (ซม.) × ความกว้าง (ซม.) × ความสูง (ซม.) ÷ 5000 = น้ำหนักปริมาตร (กก.)
ตัวอย่างเช่น กล่องขนาด 50×40×30 ซม. มีน้ำหนักจริง 8 กก.
- น้ำหนักปริมาตร = 50 × 40 × 30 ÷ 5000 = 12 กก.
- จะคิดค่าส่งจากน้ำหนัง 12 กก. (ตัวที่มากกว่า)
💡 Tip: บรรจุสินค้าให้แน่นและใช้กล่องขนาดพอดีกับสินค้าจะช่วยลดน้ำหนักปริมาตร ซึ่งจะส่งผลให้ค่าขนส่งถูกลง สำหรับสินค้าเบา เช่น เสื้อผ้า หมอน หรือตุ๊กตา ให้ความสำคัญกับการลดขนาดกล่องเป็นพิเศษ
เมื่อต้องการเปรียบเทียบค่าขนส่งระหว่างประเทศ จากผู้ให้บริการหลายราย ระบบจะคำนวณทั้งน้ำหนักจริงและน้ำหนักปริมาตรให้อัตโนมัติ และแสดงราคาที่แท้จริงที่คุณต้องจ่าย
เอกสารที่จำเป็นสำหรับส่งของไปจีน
เอกสารพื้นฐานสำหรับทุกประเภทพัสดุ
การส่งของไปจีนต้องการเอกสารหลักๆ 3 อย่าง ไม่ว่าจะเป็นพัสดุส่วนตัวหรือสินค้าเชิงพาณิชย์:
- ใบแจ้งหน้าหรือ Commercial Invoice ระบุรายละเอียดสินค้า มูลค่า จำนวน และจุดประสงค์การส่ง
- Packing List แสดงรายการสินค้าทั้งหมดในพัสดุ น้ำหนัก และขนาด
- Air Waybill (AWB) หรือ Bill of Lading (B/L) เป็นใบตราส่งที่ออกโดยผู้ให้บริการขนส่ง
เอกสารเพิ่มเติมสำหรับสินค้าเฉพาะ
สินค้าบางประเภทต้องการเอกสารเพิ่มเติมตามข้อกำหนดศุลกากรจีน:
- ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin): สำหรับสินค้าที่ต้องการสิทธิพิเศษทางภาษี
- ใบรับรองผลิตภัณฑ์: สำหรับอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
- ใบอนุญาตนำเข้า: สำหรับสินค้าควบคุมพิเศษ เช่น เครื่องมือแพทย์ หรืออุปกรณ์โทรคมนาคม
- MSDS (Material Safety Data Sheet): สำหรับสารเคมีหรือสินค้าที่มีองค์ประกอบพิเศษ
สินค้าต้องห้ามและข้อจำกัดในการส่งของไปจีน
⚠️ Warning: ศุลกากรจีนมีข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับสินค้าต้องห้ามและสินค้าจำกัด การส่งสินค้าที่ผิดกฎหมายอาจส่งผลให้พัสดุถูกยึด เสียค่าปรับ หรือมีปัญหาทางกฎหมาย
สินค้าต้องห้ามโดยเด็ดขาด:
- อาวุธ ระเบิด และวัตถุไวไฟ
- ยาเสพติดและสารเคมีผิดกฎหมาย
- สิ่งพิมพ์หรือสื่อที่ผิดกฎหมายในจีน
- สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์หรือเครื่องหมายการค้า
- เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
สินค้าจำกัดที่ต้องใช้เอกสารพิเศษ:
- อาหารสดและอาหารแปรรูป
- เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
- ยาและอาหารเสริม
- แบตเตอรี่ลิเธียมและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
- พืชและเมล็ดพันธุ์
สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่ต้องส่งสินค้าไปจีนเป็นประจำ การตรวจสอบรายการสินค้ากับผู้ให้บริการขนส่งล่วงหน้าจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาได้
ภาษีนำเข้าและพิธีการศุลกากรจีน
การคำนวณภาษีนำเข้า
จีนเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสินค้าส่วนใหญ่ โดยแบ่งเป็น:
- อากรนำเข้า (Import Duty): อัตราแตกต่างกันตาม HS Code ของสินค้า โดยเฉลี่ย 5-25%
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): อัตราทั่วไปอยู่ที่ 13% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่
- ภาษีสรรพสามิต (Consumption Tax): สำหรับสินค้าหรูหราหรือสินค้าบางประเภท
วิธีคำนวณภาษีรวม:
- ภาษีรวม = (มูลค่าสินค้า + ค่าขนส่ง + ค่าประกัน) × (อากร + VAT + ภาษีสรรพสามิต)
💡 Tip: พัสดุส่วนตัวที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,000 หยวน (ประมาณ 5,000 บาท) อาจได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า แต่ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ศุลกากร การระบุมูลค่าสินค้าให้ถูกต้องและสมเหตุสมผลเป็นสิ่งสำคัญ
ขั้นตอนพิธีการศุลกากร
เมื่อพัสดุถึงจีน จะต้องผ่านกระบวนการดังนี้:
- การตรวจสอบเอกสาร: เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบ Commercial Invoice, Packing List และเอกสารอื่นๆ
- การประเมินมูลค่าและจัดประเภทสินค้า: กำหนด HS Code และคำนวณภาษี
- การตรวจสอบสินค้า (ถ้าจำเป็น): บางชิปเมนท์จะถูกสุ่มตรวจ
- การชำระภาษี: ผู้รับหรือผู้นำเข้าต้องชำระภาษีก่อนรับของ
- การปล่อยสินค้า: หลังชำระภาษีแล้วจึงจะได้รับพัสดุ
ผู้ให้บริการขนส่งส่วนใหญ่จะช่วยจัดการพิธีการศุลกากรให้ โดยอาจมีค่าบริการเพิ่มเติมประมาณ 300-500 บาทต่อชิปเมนท์
วิธีเลือกผู้ให้บริการขนส่งที่เหมาะสม
การเลือกผู้ให้บริการไม่ควรมองแค่ราคาเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน:
เกณฑ์การเลือก:
- ราคาและโครงสร้างค่าใช้จ่าย: ตรวจสอบว่ามีค่าธรรมเนียมแอบแฝงหรือไม่
- ระยะเวลาส่ง: ต้องสอดคล้องกับความต้องการจริง
- ความน่าเชื่อถือ: อ่านรีวิวและประสบการณ์ผู้ใช้บริการ
- เครือข่ายในจีน: ครอบคลุมเมืองปลายทางหรือไม่
- บริการติดตามพัสดุ: มีระบบ tracking แบบเรียลไทม์หรือไม่
- การรับประกันสินค้า: มีประกันสินค้าสูญหายหรือเสียหายหรือไม่
หากคุณต้องการดูตัวเลือกการส่งพัสดุระหว่างประเทศ จากผู้ให้บริการหลายรายพร้อมกัน จะช่วยให้เห็นภาพรวมของตัวเลือกที่มีได้ชัดเจนขึ้น
| ผู้ให้บริการ | Express | Air Freight | Sea Freight | จุดเด่น |
|---|---|---|---|---|
| DHL | ⭐⭐⭐⭐⭐ | ⭐⭐⭐ | – | รวดเร็วที่สุด เหมาะกับเอกสารและพัสดุด่วน |
| SF Express | ⭐⭐⭐⭐⭐ | ⭐⭐⭐⭐ | – | เชี่ยวชาญเส้นทางจีน ราคาแข่งขัน |
| City-Link | ⭐⭐⭐⭐ | ⭐⭐⭐ | – | ราคาประหยัด บริการในเอเชีย |
| Sea Forwarder | – | ⭐⭐⭐ | ⭐⭐⭐⭐⭐ | เหมาะกับสินค้าปริมาณมาก |
กรณีศึกษาจริง: ร้านค้าออนไลน์ส่งตัวอย่างสินค้า
บริษัทผลิตกระเป้า A จากกรุงเทพฯ ต้องส่งตัวอย่างกระเป้า 20 ใบ (น้ำหนักรวม 15 กก.) ไปให้ผู้ซื้อที่เซี่ยงไฮ้เพื่อพิจารณาออร์เดอร์ใหญ่
ตัวเลือกที่พิจารณา:
- DHL Express: 4,500 บาท, 2-3 วัน
- SF Express: 3,200 บาท, 3-4 วัน
- Air Freight (City-Link): 2,800 บาท, 5-6 วัน
บริษัทเลือกใช้ SF Express เพราะสมดุลระหว่างราคาและเวลา โดยลูกค้าได้รับตัวอย่างภายใน 4 วันและประทับใจจนสั่งออร์เดอร์ใหญ่ในรอบถัดไป การประหยัดค่าขนส่งไป 1,300 บาทยังคงให้บริการที่รวดเร็วเพียงพอ
สำหรับออร์เดอร์ใหญ่ครั้งถัดไป (กระเป้า 500 ใบ, น้ำหนัง 350 กก.) บริษัทเปลี่ยนมาใช้ Air Freight แบบ Consolidation ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง 45% เมื่อเทียบกับการส่ง Express
เทคนิคประหยัดค่าส่งของไปจีน
การรวมพัสดุ (Consolidation)
หากคุณมีหลายชิปเมนท์ที่ต้องส่งไปจีนในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน การรวมพัสดุทั้งหมดเป็นชิปเมนท์เดียวจะช่วยประหยัดค่าส่งได้มาก โดยเฉพาะกับ Air Freight และ Sea Freight
ประโยชน์ของ Consolidation:
- ลดค่าขนส่งโดยรวม 30-50%
- ค่าธรรมเนียมศุลกากรชำระครั้งเดียว
- จัดการเอกสารง่ายขึ้น
การเลือกช่วงเวลาส่งที่เหมาะสม
ค่าส่งมักสูงขึ้นในช่วง:
- เทศกาลตรุษจีน (มกราคม-กุมภาพันธ์)
- เทศกาล Singles' Day (พฤศจิกายน)
- ช่วงก่อนวันหยุดยาว
หากไม่เร่งด่วน การหลีกเลี่ยงช่วงเวลาเหล่านี้จะช่วยประหยัดค่าส่ง 15-25%
การบรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ
- ใช้กล่องที่มีความแข็งแรงเพียงพอ แต่ไม่หนักเกินไป
- บรรจุให้แน่นเพื่อลดขนาดกล่อง ซึ่งส่งผลต่อน้ำหนักปริมาตร
- หลีกเลี่ยงช่องว่างภายในกล่อง ใช้กระดาษหรือฟองอากาศเท่าที่จำเป็น
- ติดฉลากชัดเจน ทั้งภาษาไทยและจีน
💡 Tip: สำหรับสินค้าเบาแต่ปริมาตรใหญ่ เช่น ตุ๊กตา หมอน หรือเสื้อผ้า ให้พิจารณาใช้ถุงสูญญากาศบีบอากาศออกก่อนบรรจุ จะช่วยลดขนาดได้มากถึง 50-70%
การติดตามพัสดุและแก้ปัญหา
ระบบติดตามพัสดุมาตรฐาน
ผู้ให้บริการส่วนใหญ่จะมีเลขติดตามพัสดุ (Tracking Number) ที่สามารถตรวจสอบสถานะผ่านเว็บไซต์หรือแอปได้ สถานะทั่วไปที่พบมี:
- Picked up: พัสดุถูกรับจากผู้ส่ง
- In transit: อยู่ระหว่างขนส่ง
- Arrived at destination country: ถึงประเทศปลายทาง
- Customs clearance: อยู่ระหว่างพิธีการศุลกากร
- Out for delivery: กำลังจัดส่งถึงผู้รับ
- Delivered: ส่งถึงผู้รับแล้ว
หากต้องการตรวจสอบสถานะพัสดุระหว่างประเทศ จากหลายผู้ให้บริการในที่เดียว จะช่วยให้ติดตามพัสดุได้สะดวกขึ้น
แก้ปัญหาเมื่อพัสดุล่าช้า
⚠️ Warning: พัสดุที่ค้างที่ศุลกากรเกิน 7 วันมักเกิดจากเอกสารไม่ครบหรือสินค้าต้องการเอกสารเพิ่มเติม ติดต่อผู้ให้บริการทันทีเพื่อตรวจสอบและจัดส่งเอกสารที่ขาดหายไป
ขั้นตอนแก้ปัญหา:
- ติดต่อผู้ให้บริการขนส่งเพื่อสอบถามสาเหตุ
- ตรวจสอบว่าต้องการเอกสารเพิ่มเติมหรือไม่
- ติดตามกับ Customs Agent ในจีน
- เตรียมเอกสารสำรองไว้ล่วงหน้า (สำเนาหลายชุด)
สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการส่งของไปจีนในรูปแบบต่างๆ สามารถดูวิดีโอแนะนำที่เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีได้
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่งของไปจีน
Q1: ส่งของไปจีนใช้เวลากี่วัน?
A: ขึ้นอยู่กับประเภทบริการ Express ใช้เวลา 2-5 วัน, Air Freight ใช้เวลา 5-10 วัน, Sea Freight ใช้เวลา 15-30 วัน โดยต้องบวกเวลาพิธีการศุลกากรอีก 1-3 วันทำการ
Q2: ค่าส่งของไปจีนคิดยังไง?
A: คิดจากน้ำหนักที่มากกว่าระหว่างน้ำหนักจริงและน้ำหนักปริมาตร สูตรคำนวณน้ำหนักปริมาตรคือ (ยาว × กว้าง × สูง) ÷ 5000 พร้อมค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเช่นค่าเชื้อเพลิง ค่าศุลกากร และค่าประกัน
Q3: ต้องเสียภาษีเมื่อส่งของไปจีนไหม?
A: ใช่ พัสดุที่มีมูลค่าเกิน 1,000 หยวน (ประมาณ 5,000 บาท) จะต้องเสียภาษีนำเข้า ประกอบด้วยอากรนำเข้า (5-25%) และ VAT (13%) โดยผู้รับเป็นผู้รับผิดชอบชำระภาษี
Q4: ส่งอาหารไปจีนได้ไหม?
A: ส่งได้แต่มีข้อจำกัดเข้มงวด ต้องมีใบรับรองผลิตภัณฑ์และผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาหารสดและเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ห้ามนำเข้า แนะนำให้ตรวจสอบกับผู้ให้บริการก่อนส่ง
Q5: จะทราบได้อย่างไรว่าพัสดุถึงจีนแล้ว?
A: ใช้เลข tracking number ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ผู้ให้บริการ ระบบจะแสดงสถานะและตำแหน่งของพัสดุแบบเรียลไทม์ บางบริการมีการแจ้งเตือนผ่าน SMS หรืออีเมลเมื่อพัสดุถึงปลายทาง
Q6: ถ้าพัสดุหายหรือเสียหายต้องทำอย่างไร?
A: ติดต่อผู้ให้บริการทันทีพร้อมเลข tracking และหลักฐานการส่ง หากซื้อประกันสินค้าไว้สามารถยื่นเคลมได้ โดยต้องแจ้งภายใน 7-14 วันหลังได้รับหรือพบว่าหาย
Q7: ส่ง iPhone หรือ iPad ไปจีนได้ไหม?
A: ส่งได้แต่ต้องระบุมูลค่าที่ถูกต้องและอาจต้องเสียภาษีสูง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแบตเตอรี่ลิเธียมต้องบรรจุตามข้อกำหนด IATA และอาจมีข้อจำกัดจำนวนต่อชิปเมนท์
Q8: ส่งของไปจีนแบบ Door to Door หมายความว่าอย่างไร?
A: หมายถึงบริการรับของจากที่อยู่ผู้ส่งในไทยและส่งถึงที่อยู่ผู้รับในจีน ผู้ให้บริการดูแลทุกขั้นตอนรวมถึงพิธีการศุลกากร ทำให้สะดวกแต่ค่าบริการจะสูงกว่าการนำส่งที่สาขาเอง
ผู้ที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมสามารถดูการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจาก SF Express เกี่ยวกับการส่งสินค้าไปจีนสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
การส่งของไปจีนในปี 2026 มีตัวเลือกหลากหลายตั้งแต่ Express ที่รวดเร็วไปจนถึง Sea Freight ที่ประหยัด การเลือกบริการที่เหมาะสมต้องพิจารณาทั้งระยะเวลา ต้นทุน และประเภทสินค้า หากคุณต้องการเปรียบเทียบค่าขนส่งจากผู้ให้บริการหลายรายในคราวเดียว ParcelRadar.io ช่วยให้คุณเช็คราคา ระยะเวลา และเงื่อนไขต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การตัดสินใจส่งของไปจีนง่ายและประหยัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพัสดุส่วนตัว ตัวอย่างสินค้า หรือชิปเมนท์เชิงธุรกิจ

