สรุปประเด็นสำคัญ
- ราคา DHL ส่งของไปต่างประเทศขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ปริมาตร ประเทศปลายทาง และความเร็วบริการ
- เช็คราคาได้ที่เว็บไซต์ DHL Express หรือแพลตฟอร์มเปรียบเทียบเช่น ParcelRadar.io
- น้ำหนักปริมาตร (Volumetric Weight) อาจทำให้ค่าขนส่งสูงกว่าน้ำหนักจริง
- เตรียมเอกสารครบ ตรวจสอบข้อจำกัดสินค้า และระบุมูลค่าถูกต้องก่อนส่ง
- เปรียบเทียบหลายผู้ให้บริการและเลือกบริการที่เหมาะกับงบประมาณและระยะเวลาที่ต้องการ
การส่งของไปต่างประเทศกับ DHL เป็นตัวเลือกที่หลายคนนึกถึงเมื่อต้องการบริการรวดเร็วและเชื่อถือได้ แต่เรื่อง dhl ส่งของไปต่างประเทศ ราคา คือสิ่งที่ผู้ส่งต้องเข้าใจก่อนตัดสินใจ เพราะค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ตั้งแต่น้ำหนัก ขนาด ปลายทาง ไปจนถึงประเภทบริการที่เลือกใช้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีเช็คราคา ปัจจัยที่ส่งผล และเคล็ดลับในการประหยัดค่าขนส่ง
DHL ส่งของไปต่างประเทศ ราคาขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง
ค่าขนส่งของ DHL ไม่ใช่ราคาเดียวทั่วโลก แต่คำนวณจากหลายปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละชิปเมนท์
น้ำหนักและปริมาตรของพัสดุ
DHL คิดค่าขนส่งตามน้ำหนักที่มากกว่าระหว่าง น้ำหนักจริง (Actual Weight) กับ น้ำหนักปริมาตร (Volumetric Weight)
สูตรคำนวณน้ำหนักปริมาตร:
กว้าง (ซม.) × ยาว (ซม.) × สูง (ซม.) ÷ 5,000 = น้ำหนักปริมาตร (กก.)
ตัวอย่าง: กล่องขนาด 40×30×30 ซม. น้ำหนักจริง 3 กก.
- น้ำหนักปริมาตร = 40×30×30÷5,000 = 7.2 กก.
- DHL จะคิดค่าขนส่งที่ 7.2 กก. เพราะมากกว่าน้ำหนักจริง

โซนปลายทางและระยะทาง
DHL แบ่งประเทศปลายทางเป็นโซน ซึ่งมีผลต่อราคาโดยตรง
| โซน | ตัวอย่างประเทศ | ระดับราคา |
|---|---|---|
| โซน 1 | เอเชียใกล้เคียง (สิงคโปร์ มาเลเซีย) | ถูกที่สุด |
| โซน 2-3 | เอเชียตะวันออก จีน ญี่ปุ่น เกาหลี | ปานกลาง |
| โซน 4-5 | ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย | สูงกว่า |
| โซน 6+ | แอฟริกา อเมริกาใต้ บางพื้นที่ห่างไกล | สูงสุด |
ยิ่งปลายทางไกล ค่าขนส่งยิ่งสูง ดังนั้นการส่งไปสหรัฐอเมริกาจะแพงกว่าส่งไปสิงคโปร์แน่นอน
ประเภทบริการและความเร็ว
DHL Express มีบริการหลักสองแบบ:
- DHL Express Worldwide: ส่งด่วนพิเศษ 1-3 วัน ราคาสูงสุด เหมาะกับเอกสารสำคัญหรือสินค้าเร่งด่วน
- DHL Economy Select: ประหยัดกว่า ใช้เวลา 3-6 วัน เหมาะกับพัสดุทั่วไปที่ไม่เร่งมาก
ความแตกต่างด้านราคาอาจมากถึง 30-50% ขึ้นอยู่กับเส้นทาง
มูลค่าสินค้าและการประกันภัย
- มูลค่าสินค้า: ต้องแจงครบถ้วนเพื่อใช้ในการคำนวณภาษีนำเข้าที่ปลายทาง
- ประกันภัย: DHL มีความคุ้มครองพื้นฐาน แต่ถ้าสินค้ามีมูลค่าสูง ควรซื้อประกันเพิ่ม (เพิ่มค่าใช้จ่ายประมาณ 1-3% ของมูลค่าสินค้า)
ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
นอกจากค่าขนส่งพื้นฐาน อาจมีค่าบริการเพิ่มเติม:
- Fuel Surcharge: ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ปรับตามราคาน้ำมันโลก (ประมาณ 10-25% ของค่าส่ง)
- Remote Area Surcharge: ค่าพื้นที่ห่างไกล ถ้าปลายทางอยู่นอกเมืองใหญ่
- Customs Clearance Fee: ค่าดำเนินการศุลกากร
- Documentation Fee: ค่าเอกสารบางกรณี
วิธีเช็คราคา DHL ส่งของไปต่างประเทศ
ผ่านเว็บไซต์ DHL Express
- เข้า DHL Express Thailand
- เลือก "Get a Quote" หรือ "ขอใบเสนอราคา"
- กรอกข้อมูล:
- ต้นทาง (ประเทศไทย + รหัสไปรษณีย์)
- ปลายทาง (ประเทศ + เมือง/รหัสไปรษณีย์)
- น้ำหนัก และขนาดกล่อง
- ประเภทสินค้า
- ระบบจะแสดงราคาและระยะเวลาจัดส่งโดยประมาณ
ข้อควรระวัง: ราคาที่ได้อาจยังไม่รวมภาษีนำเข้าและค่าธรรมเนียมศุลกากรที่ปลายทาง
ผ่านสาขาหรือจุดบริการ DHL
- เตรียมของที่จะส่งให้พร้อม
- ไปที่ สาขา DHL Service Point ใกล้บ้าน
- เจ้าหน้าที่จะชั่งน้ำหนัก วัดขนาด และแจ้งราคาจริง
- ข้อดีคือได้ราคาแน่นอนและคำแนะนำโดยตรง
ผ่านแพลตฟอร์มเปรียบเทียบราคา
การใช้ ParcelRadar.io ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมค่าขนส่งจากหลายผู้ให้บริการพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ DHL เท่านั้น เหมาะกับคนที่ต้องการเปรียบเทียบตัวเลือกก่อนตัดสินใจ
ขั้นตอน:
- กรอกข้อมูลพัสดุ (น้ำหนัก ขนาด ปลายทาง)
- ระบบแสดงราคาและระยะเวลาจากผู้ให้บริการต่าง ๆ
- เลือกตัวเลือกที่เหมาะสมกับงบและความเร่งด่วน

เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการส่งของกับ DHL
เอกสารพื้นฐาน
- Commercial Invoice: ใบกำกับสินค้า ระบุรายการ มูลค่า จำนวน และรายละเอียดผู้ส่ง-ผู้รับ (ต้องมีอย่างน้อย 3 ฉบับ)
- Waybill: ใบตราส่ง DHL จะออกให้เมื่อทำรายการ
- Packing List: รายการบรรจุภัณฑ์ (ถ้าส่งหลายรายการ)
เอกสารเพิ่มเติมตามประเภทสินค้า
- สินค้าอิเล็กทรอนิกส์: อาจต้องมีใบรับรองคุณภาพหรือ Safety Certificate
- เครื่องสำอาง/อาหารเสริม: ต้องมีใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- สินค้าราคาสูง: ควรมีใบรับรองแหล่งที่มา หรือหลักฐานการซื้อ
ข้อมูลที่ต้องระบุให้ถูกต้อง
- HS Code: รหัสพิกัดศุลกากร ใช้ในการคำนวณภาษีนำเข้า (ตรวจสอบได้จากเว็บไซต์กรมศุลกากรหรือปรึกษา DHL)
- มูลค่าสินค้า: ระบุตามความเป็นจริง ห้ามประเมินต่ำเกินไป (อาจมีปัญหากับศุลกากร)
- รายละเอียดสินค้า: อธิบายชัดเจน เช่น "T-shirt, cotton, size M" ไม่ใช่แค่ "clothes"
ข้อจำกัดและสินค้าต้องห้ามในการส่ง DHL
DHL มีข้อจำกัดสินค้าที่ส่งได้ เพื่อความปลอดภัยและตามกฎหมาย
สินค้าต้องห้ามทั่วไป
- ของเหลวไวไฟ น้ำมัน ก๊าซ
- วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง
- สารเคมีอันตราย กรดด่าง
- อาวุธและยุทธปัจจัย
- ยาเสพติด สารกำจัดศัตรูพืช
- เงินสด เช็ค บัตรเครดิต
สินค้าที่มีข้อจำกัด
- แบตเตอรี่ลิเธียม: ต้องบรรจุภายในอุปกรณ์ หรือปฏิบัติตามระเบียบ IATA อย่างเข้มงวด
- อาหารสด ของสด: บางประเทศไม่รับ หรือต้องมีใบอนุญาต
- เครื่องสำอาง น้ำหอม: จำกัดปริมาณ (โดยทั่วไปไม่เกิน 500 มล. ต่อชิ้น)
- ของสะสม ของมีค่า: ต้องประกันภัยและประเมินมูลค่าถูกต้อง
เคล็ดลับ: เช็คข้อจำกัดเฉพาะของประเทศปลายทางก่อนส่งทุกครั้ง เพราะแต่ละประเทศมีกฎแตกต่างกัน เช่น ออสเตรเลียห้ามนำเข้าอาหารหลายประเภท
ภาษีและค่าธรรมเนียมศุลกากรที่ต้องรู้
ภาษีนำเข้าที่ประเทศปลายทาง
เมื่อพัสดุถึงปลายทาง ผู้รับอาจต้องเสียภาษีนำเข้าขึ้นอยู่กับ:
- มูลค่าสินค้า: หลายประเทศยกเว้นภาษีถ้ามูลค่าไม่เกินจำนวนหนึ่ง (เช่น USA ยกเว้นถ้าต่ำกว่า $800, EU ประมาณ €150 ในปี 2026)
- ประเภทสินค้า: อัตราภาษีแตกต่างกันตาม HS Code
- ประเทศต้นทาง: บางประเทศมีข้อตกลงการค้าเสรี ทำให้ภาษีต่ำลงหรือยกเว้น
ค่าบริการศุลกากรของ DHL
DHL มักเรียกเก็บค่าดำเนินการศุลกากรล่วงหน้า (Disbursement Fee) เมื่อช่วยจัดการเอกสารและผ่านพิธีการ ค่านี้แตกต่างกันไปตามประเทศ โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 10-50 USD
ใครเป็นคนจ่าย
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการส่ง:
- DDP (Delivered Duty Paid): ผู้ส่งจ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมทั้งหมด
- DDU (Delivered Duty Unpaid): ผู้รับจ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมศุลกากร
โดยทั่วไป DHL ใช้ DDU คือผู้รับจ่ายภาษี ยกเว้นตกลงกันไว้ล่วงหน้า
เปรียบเทียบ DHL กับผู้ให้บริการอื่น
| ปัจจัย | DHL Express | FedEx | UPS | EMS (ไปรษณีย์) |
|---|---|---|---|---|
| ความเร็ว | 1-3 วัน | 1-3 วัน | 2-4 วัน | 5-10 วัน |
| ราคา | สูง | สูง | ปานกลาง-สูง | ถูกที่สุด |
| ครอบคลุมพื้นที่ | กว้างมาก | กว้างมาก | กว้าง | ปานกลาง |
| ติดตามสถานะ | ดีมาก | ดีมาก | ดี | พอใช้ |
| บริการศุลกากร | รวดเร็ว | รวดเร็ว | ดี | ช้ากว่า |
ข้อสังเกต: ถ้าต้องการความเร็วและความเชื่อถือสูงสุด DHL คือตัวเลือกที่ดี แต่ถ้างบจำกัดและไม่เร่ง อาจพิจารณา EMS หรือบริการ Economy ของผู้ให้บริการอื่น
เคล็ดลับประหยัดค่าส่งกับ DHL
ปรับขนาดกล่องให้เหมาะสม
- ใช้กล่องที่พอดีกับสินค้า ไม่ใหญ่เกินไป
- ลดการใช้วัสดุกันกระแทกเกินจำเป็น (แต่ยังคงปลอดภัย)
- พิจารณาบรรจุใหม่ถ้าสินค้าอยู่ในกล่องเดิมที่ใหญ่เกิน
ตัวอย่าง: ถ้าลดขนาดกล่องจาก 40×30×30 ซม. เป็น 30×25×20 ซม. น้ำหนักปริมาตรลดจาก 7.2 กก. เป็น 3 กก. ประหยัดได้มาก
รวมพัสดุหลายชิ้นเป็นชิปเมนท์เดียว
- ถ้าส่งไปที่เดียวกัน รวมเป็นกล่องเดียวจะถูกกว่าส่งแยก
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่าน้ำหนักรวมไม่เกินขีดจำกัดที่ยังคุ้มค่า
เลือกบริการที่เหมาะสมกับความเร่งด่วน
- ไม่จำเป็นต้องใช้ Express เสมอ ถ้าเวลาเหลือเฟือ เลือก Economy Select
- วางแผนส่งล่วงหน้าเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าด่วนพิเศษ
ตรวจสอบโปรโมชั่นและส่วนลด
- DHL มักมีโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าประจำหรือส่งบ่อย
- บางธนาคารมีส่วนลดร่วมกับ DHL เช่น ผู้ถือบัตร KTC
- ลูกค้าธุรกิจสามารถขอเปิดบัญชีองค์กรเพื่อรับราคาพิเศษ
ใช้แพลตฟอร์มเปรียบเทียบราคา
ก่อนจองกับ DHL ลองเช็คราคาเปรียบเทียบก่อนผ่าน ParcelRadar.io เพื่อให้แน่ใจว่าได้ตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับชิปเมนท์นั้น ๆ
วิธีบรรจุหีบห่อให้ปลอดภัย
เลือกใช้กล่องที่แข็งแรง
- ใช้กล่องลูกฟูกแข็ง เหมาะกับสินค้าหนัก
- กล่องใหม่ดีกว่ากล่องใช้แล้ว เพราะไม่เสี่ยงแตกระหว่างทาง
- ตรวจสอบว่ากล่องไม่ชำรุด ขาดทะลุ หรือเปียกน้ำ
ใช้วัสดุกันกระแทกอย่างเหมาะสม
- พลาสติกกันกระแทก (Bubble Wrap) สำหรับของแตกง่าย
- กระดาษย่น โฟม หรือถุงลม สำหรับเติมช่องว่าง
- แยกสินค้าแต่ละชิ้นไม่ให้กระทบกัน
ปิดผนึกและติดฉลากให้ถูกต้อง
- ใช้เทปกาวแข็งแรง ปิดทุกรอยต่อ
- ติดฉลากที่อยู่ชัดเจน ไม่ซ้อนทับฉลากเก่า
- ระบุ "FRAGILE" ถ้าสินค้าแตกหรือเสียหายง่าย
- ใส่เอกสารใน Document Pouch ด้านนอกกล่อง
ข้อควรระวัง: DHL อาจปฏิเสธการรับพัสดุถ้าบรรจุไม่เหมาะสมหรืออาจเสียหาย
ติดตามสถานะพัสดุ DHL
วิธีตรวจสอบสถานะ
- ผ่านเว็บไซต์ DHL: ใช้หมายเลข Tracking Number ค้นหาที่ dhl.com
- แอป MyDHL+: ดาวน์โหลดแอปบนมือถือ ตรวจสอบสถานะแบบเรียลไทม์
- SMS หรือ Email: ลงทะเบียนรับการแจ้งเตือนอัตโนมัติ
- ผ่าน ParcelRadar: ถ้าจองผ่านแพลตฟอร์ม สามารถติดตามได้ในที่เดียว
สถานะที่ควรทราบ
- Shipment picked up: DHL รับพัสดุแล้ว
- In transit: กำลังขนส่งระหว่างทาง
- Arrived at destination country: ถึงประเทศปลายทางแล้ว
- Customs clearance: กำลังผ่านพิธีการศุลกากร (อาจใช้เวลา 1-3 วัน)
- Out for delivery: กำลังจัดส่งถึงมือผู้รับ
- Delivered: ส่งถึงผู้รับสำเร็จ
เคล็ดลับ: ถ้าสถานะไม่เปลี่ยนแปลงนานผิดปกติ (เกิน 3-5 วัน) ควรติดต่อ DHL Customer Service
ประสบการณ์จริงและกรณีศึกษา
กรณีส่งของไปยุโรป
ร้านค้าออนไลน์ส่งเสื้อผ้า 2 กก. (กล่อง 40×30×20 ซม.) ไปเยอรมนี
- น้ำหนักจริง: 2 กก.
- น้ำหนักปริมาตร: 40×30×20÷5,000 = 4.8 กก.
- DHL คิดค่าส่งที่ 4.8 กก. ประมาณ 2,800-3,500 บาท (DHL Express)
- ระยะเวลา: 2-3 วันทำการ
หากเปลี่ยนเป็น Economy Select ราคาลดเหลือประมาณ 2,200-2,800 บาท แต่ใช้เวลา 4-6 วัน
สนใจส่งของไปยุโรป สามารถเช็คตัวเลือกส่งของไปเยอรมนีเพื่อเปรียบเทียบราคาจากผู้ให้บริการหลายราย
กรณีส่งเอกสารไปสหรัฐอเมริกา
ส่งเอกสารสำคัญ 0.5 กก. (ซองขนาด A4) ไปนิวยอร์ก
- น้ำหนักจริง: 0.5 กก.
- ขนาดซอง: ไม่คิดเป็นน้ำหนักปริมาตรเพราะบางมาก
- ค่าส่ง DHL Express: ประมาณ 1,500-2,000 บาท
- ระยะเวลา: 1-2 วันทำการ
เหมาะกับเอกสารด่วนที่ต้องถึงเร็ว เช่น สัญญา เอกสารทางกฎหมาย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
DHL ส่งของไปต่างประเทศราคาเริ่มต้นเท่าไหร่
ราคาเริ่มต้นขึ้นอยู่กับปลายทางและน้ำหนัก สำหรับเอกสารหรือพัสดุเล็ก (ต่ำกว่า 0.5 กก.) ไปเอเชียใกล้เคียง อาจเริ่มต้นประมาณ 800-1,200 บาท ส่วนไปยุโรปหรืออเมริกาอาจเริ่มที่ 1,500-2,500 บาท ราคาแท้จริงควรเช็คตามน้ำหนักและขนาดจริงของพัสดุผ่านเว็บไซต์ DHL หรือแพลตฟอร์มเปรียบเทียบ
น้ำหนักปริมาตรคำนวณยังไง ทำไมราคาถึงสูงกว่าที่คิด
น้ำหนักปริมาตรคำนวณจากขนาดกล่อง: กว้าง×ยาว×สูง (ซม.) ÷ 5,000 = น้ำหนักปริมาตร (กก.) DHL จะเลือกคิดค่าขนส่งจากตัวที่มากกว่าระหว่างน้ำหนักจริงกับน้ำหนักปริมาตร ดังนั้นกล่องใหญ่แต่ของเบา จะถูกคิดค่าขนส่งสูงตามขนาดกล่อง วิธีแก้คือเลือกกล่องที่พอดีกับสินค้า
ส่งของกับ DHL ต้องเสียภาษีเพิ่มไหม
ภาษีนำเข้าขึ้นอยู่กับประเทศปลายทางและมูลค่าสินค้า หลายประเทศยกเว้นภาษีถ้ามูลค่าต่ำกว่าจำนวนหนึ่ง เช่น USA ยกเว้นต่ำกว่า $800 หรือ EU ประมาณ €150 (ปี 2026) ถ้าเกิน ผู้รับต้องจ่ายภาษีนำเข้าและค่าบริการศุลกากรของ DHL ซึ่งจะแจ้งให้ทราบก่อนส่งมอบพัสดุ
DHL Express กับ DHL eCommerce ต่างกันอย่างไร
DHL Express เป็นบริการด่วนพิเศษ รวดเร็ว 1-3 วัน มีการติดตามแบบเรียลไทม์ เหมาะกับพัสดุเร่งด่วนและมีมูลค่า ส่วน DHL eCommerce เป็นบริการสำหรับพัสดุอีคอมเมิร์ซ ช้ากว่า (5-10 วัน) ราคาถูกกว่า เหมาะกับร้านค้าออนไลน์ที่ส่งปริมาณมากและไม่เร่งมาก ตัวเลือกขึ้นอยู่กับความเร็วและงบประมาณ
ถ้าพัสดุเสียหายระหว่างทาง DHL รับผิดชอบไหม
DHL มีความคุ้มครองพื้นฐานตามเงื่อนไขการให้บริการ ถ้าพัสดุเสียหายหรือสูญหาย สามารถยื่นเคลมได้ภายใน 30 วัน โดยต้องมีหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย ใบเสร็จ และเอกสารการส่ง ค่าชดเชยขึ้นอยู่กับมูลค่าที่แจงและการซื้อประกันเพิ่ม ดังนั้นสินค้ามีค่าควรซื้อประกันเพิ่มเติมไว้
ส่งของไปหลายประเทศพร้อมกัน มีส่วนลดไหม
DHL มีโปรแกรมสำหรับลูกค้าธุรกิจหรือส่งปริมาณมาก (Volume Discount) ถ้าส่งบ่อยหรือส่งหลายชิปเมนท์ในเดือนเดียวกัน สามารถติดต่อขอเปิดบัญชีองค์กรเพื่อรับราคาพิเศษและเครดิตเทอม นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือจัดการชิปเมนท์แบบรวมศูนย์ให้ใช้งาน
dhl ส่งของไปต่างประเทศ ราคา ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจส่ง ตั้งแต่น้ำหนักปริมาตร โซนปลายทาง ประเภทบริการ ไปจนถึงค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม การเตรียมเอกสารครบถ้วนและบรรจุหีบห่ออย่างเหมาะสมจะช่วยให้การส่งราบรื่นและประหยัดต้นทุน หากต้องการเปรียบเทียบราคาและตัวเลือกจากผู้ให้บริการหลายราย ParcelRadar.io ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมชัดเจนและเลือกบริการที่เหมาะสมกับงบประมาณและความต้องการของคุณได้อย่างมั่นใจ




