ข้ามไปยังเนื้อหา
ผู้ให้บริการขนส่ง

UPS ส่งของไปต่างประเทศ: ขั้นตอน เอกสาร ค่าบริการ

พัสดุ UPS วางบนพื้นหน้าพื้นที่แผนที่โลก พร้อมสัญลักษณ์การขนส่งระหว่างประเทศ

สรุปประเด็นสำคัญ:

  • UPS มีบริการส่งของระหว่างประเทศหลายระดับ ตั้งแต่ Express ด่วนพิเศษ ไปจนถึง Saver ประหยัด แต่ละบริการมีราคาและระยะเวลาต่างกัน
  • เอกสารหลักที่ต้องใช้คือ Commercial Invoice, Packing List และอาจต้องมี Certificate of Origin หรือใบรับรองตามสินค้า
  • น้ำหนักที่คิดค่าส่งขึ้นกับค่ามากสุดระหว่างน้ำหนักจริงกับน้ำหนักปริมาตร (Volumetric Weight)
  • สินค้าบางประเภทห้ามส่งหรือต้องมีเอกสารพิเศษ เช่น แบตเตอรี่ ลิเธียม อาหาร เครื่องสำอาง ยา
  • ผู้รับอาจต้องจ่ายภาษีนำเข้าและค่าธรรมเนียมศุลกากรตามกฎของประเทศปลายทาง

UPS เป็นผู้ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศชั้นนำที่มีเครือข่ายครอบคลุมกว่า 220 ประเทศทั่วโลก การใช้บริการ ups ส่งของไปต่างประเทศเหมาะกับทั้งพัสดุส่วนตัว สินค้าจากร้านค้าออนไลน์ และชิปเมนท์เชิงธุรกิจ แต่ค่าบริการและขั้นตอนอาจแตกต่างกันตามปลายทางและประเภทสินค้า บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจใช้บริการ รวมถึงวิธีเตรียมเอกสาร การคำนวณค่าขนส่ง และข้อจำกัดสำคัญ

Table of Contents

UPS มีบริการส่งของระหว่างประเทศแบบไหนบ้าง

UPS แบ่งบริการส่งพัสดุระหว่างประเทศออกเป็นหลายระดับ เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกัน

UPS Express Services

เป็นบริการขนส่งด่วนที่รับประกันระยะเวลา เหมาะกับเอกสารสำคัญหรือสินค้าเร่งด่วน

  • UPS Worldwide Express Plus: ส่งถึงเช้าวันถัดไป (ช่วงเช้าก่อน 9.00 น. หรือ 10.30 น. ตามพื้นที่)
  • UPS Worldwide Express: ส่งถึงวันถัดไป (ช่วงบ่าย) สำหรับเมืองใหญ่ทั่วโลก
  • UPS Worldwide Express Saver: ส่งถึงภายใน 2-3 วันทำการ ประหยัดกว่า Express ปกติ

UPS international service tiers

UPS Standard และ Economy Services

สำหรับพัสดุที่ไม่เร่งด่วน ต้องการประหยัดค่าขนส่ง

  • UPS Worldwide Expedited: ส่งถึงภายใน 2-5 วันทำการ ราคาถูกกว่า Express
  • UPS Standard: บริการขนส่งมาตรฐาน ระยะเวลา 3-7 วันทำการ ขึ้นกับปลายทาง

การเลือกบริการขึ้นกับปัจจัย 3 อย่าง คือ ระยะเวลาที่ยอมรับได้ งบประมาณ และประเภทสินค้า หากเปรียบเทียบ UPS กับผู้ให้บริการอื่น ควรดูค่าบริการรวมพร้อมกัน เพราะราคาขั้นต้นอาจต่างจากราคาจริง เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เช่น Fuel Surcharge, Remote Area Fee, Documentation Fee

เตรียมเอกสารอย่างไรเมื่อใช้ UPS ส่งของไปต่างประเทศ

เอกสารศุลกากรเป็นส่วนสำคัญที่กำหนดว่าพัสดุจะผ่านด่านศุลกากรได้หรือไม่ UPS ต้องการเอกสารพื้นฐาน 3 อย่าง

Commercial Invoice

ใบแจ้งราคาค้าที่ระบุข้อมูลสินค้าแต่ละรายการ ประกอบด้วย:

  • ชื่อและที่อยู่ผู้ส่งและผู้รับแบบสมบูรณ์
  • รายละเอียดสินค้า (ชื่อ จำนวน น้ำหนัก HS Code ถ้ามี)
  • มูลค่าสินค้าต่อหน่วยและรวมทั้งหมด (ราคาจริง ไม่ใช่ราคาเพื่อการประกันเท่านั้น)
  • เงื่อนไขการชำระเงิน (Incoterms เช่น DDP, DAP, EXW)
  • ประเทศผลิตสินค้า (Country of Origin)

UPS มีฟอร์ม Commercial Invoice ให้ดาวน์โหลดหรือกรอกออนไลน์ผ่านระบบ UPS CampusShip หรือ UPS WorldShip ข้อมูลที่ระบุต้องตรงกับสินค้าจริง เพราะเจ้าหน้าที่ศุลกากรใช้เอกสารนี้ประเมินภาษีนำเข้า

Packing List

รายการบรรจุภัณฑ์ที่อธิบายว่ามีอะไรในแต่ละกล่องบ้าง เหมาะกับชิปเมนท์ที่มีหลายกล่อง ระบุ:

  • น้ำหนักต่อกล่อง และขนาดกล่อง
  • จำนวนชิ้นในแต่ละกล่อง
  • เลขที่กล่อง (Carton Number) หากมีหลายกล่อง

Packing List ช่วยศุลกากรตรวจสอบสินค้าได้ง่ายขึ้น

เอกสารเพิ่มเติมตามประเภทสินค้า

ประเภทสินค้า เอกสารที่ต้องใช้
อาหาร เครื่องสำอาง Certificate of Free Sale, รายละเอียดส่วนผสม, ใบอนุญาตนำเข้า
ยา อาหารเสริม ใบอนุญาต FDA, ใบรับรองวิเคราะห์ (COA)
พืช เมล็ดพันธุ์ ใบอนุญาตกักกันพืช (Phytosanitary Certificate)
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใบรับรองมาตรฐาน (CE, FCC), เอกสารประกันภัย
สินค้ามูลค่าสูง Certificate of Origin, ใบรับรองความเป็นของแท้

ผู้ส่งควรเช็กข้อกำหนดศุลกากรของประเทศปลายทางล่วงหน้า โดยดูที่เว็บไซต์กรมศุลกากรของประเทศนั้น หรือปรึกษา UPS โดยตรง สำหรับประเทศในสหภาพยุโรป ควรศึกษาคู่มือกฎหมายและข้อบังคับศุลกากรของประเทศนั้น ๆ

คำนวณค่าขนส่ง UPS ส่งของไปต่างประเทศอย่างไร

ค่าบริการ UPS ไม่ได้ขึ้นกับน้ำหนักจริงเพียงอย่างเดียว แต่คิดจากค่ามากสุดระหว่างน้ำหนักจริงและน้ำหนักปริมาตร (Volumetric Weight หรือ Dimensional Weight)

สูตรคำนวณน้ำหนักปริมาตร

UPS ใช้สูตรมาตรฐาน:

น้ำหนักปริมาตร (kg) = (ยาว × กว้าง × สูง ในเซนติเมตร) ÷ 5,000

สำหรับหน่วยนิ้ว จะหารด้วย 139 แทน

ตัวอย่าง: กล่องขนาด 50 × 40 × 30 cm น้ำหนักจริง 8 kg

  • น้ำหนักปริมาตร = (50 × 40 × 30) ÷ 5,000 = 12 kg
  • UPS จะคิดค่าบริการจาก 12 kg เพราะมากกว่าน้ำหนักจริง

Volumetric weight calculation

ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

นอกจากค่าขนส่งพื้นฐาน UPS อาจเก็บค่าบริการเพิ่ม:

  • Fuel Surcharge: ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง เปลี่ยนแปลงทุกเดือนตามราคาน้ำมันโลก (โดยทั่วไปอยู่ที่ 15-25% ของค่าขนส่งพื้นฐาน)
  • Remote Area Surcharge: ค่าพื้นที่ห่างไกล หากปลายทางอยู่นอกเมืองใหญ่
  • Residential Delivery Surcharge: ค่าส่งถึงบ้าน (ถ้าไม่ใช่ที่อยู่ธุรกิจ)
  • Additional Handling Charge: ค่าจัดการพิเศษสำหรับพัสดุที่มีขนาดใหญ่หรือรูปร่างผิดปกติ
  • Documentation Fee: ค่าธรรมเนียมเอกสาร

ราคาที่ได้จากเว็บไซต์ UPS หรือ UPS Store มักเป็นราคาพื้นฐานก่อนรวมค่าธรรมเนียมเหล่านี้ ควรขอใบเสนอราคาเต็มก่อนตัดสินใจ

เพื่อเปรียบเทียบตัวเลือก ผู้ส่งสามารถใช้บริการเช็คราคาจากหลายผู้ให้บริการพร้อมกันได้ที่ ParcelRadar.io ซึ่งแสดงค่าขนส่งรวมค่าธรรมเนียมเสริมและระยะเวลาจากหลายบริษัทในหน้าเดียว

ภาษีและค่าธรรมเนียมศุลกากรเป็นอย่างไร

เมื่อส่ง ups ส่งของไปต่างประเทศ ผู้รับปลายทางอาจต้องจ่ายภาษีนำเข้าและค่าธรรมเนียมศุลกากร ขึ้นกับ:

  1. ประเทศปลายทาง: แต่ละประเทศกำหนดอัตราภาษีและเกณฑ์ยกเว้นต่างกัน
  2. ประเภทสินค้า: ใช้รหัส HS Code (Harmonized System Code) จัดประเภทสินค้าและกำหนดอัตราภาษี
  3. มูลค่าสินค้า: บางประเทศยกเว้นภาษีหากมูลค่าไม่เกินจำนวนหนึ่ง (เช่น สหรัฐอเมริกาเคยยกเว้นสินค้าส่วนตัวมูลค่าต่ำกว่า $800)

ตัวอย่างการคำนวณภาษี (สมมติ)

สมมติส่งเสื้อผ้ามูลค่า 5,000 บาทจากไทยไปเยอรมนี:

  • ภาษีศุลกากร (Customs Duty): ประมาณ 12% = 600 บาท
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): 19% ของ (มูลค่า + ภาษีศุลกากร + ค่าขนส่ง) สมมติค่าส่ง 1,500 บาท = 19% × (5,000 + 600 + 1,500) = 1,349 บาท
  • รวมภาษีทั้งหมด: ประมาณ 1,949 บาท

ตัวเลขนี้เป็นเพียงประมาณการ อัตราภาษีจริงขึ้นกับ HS Code และข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ เช่น Free Trade Agreement (FTA)

UPS มีบริการ UPS Duties and Taxes Estimate Tool ที่ช่วยประเมินภาษีล่วงหน้า แต่เป็นเพียงการประมาณการ ยังต้องรอการตรวจสอบจากศุลกากรจริง ผู้ส่งควรตรวจสอบรายละเอียดกับกรมศุลกากรไทยหรือเว็บไซต์ศุลกากรปลายทางเพื่อข้อมูลอัปเดต

DDP กับ DAP ต่างกันอย่างไร

  • DDP (Delivered Duty Paid): ผู้ส่งจ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมทั้งหมด ผู้รับได้รับพัสดุโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
  • DAP (Delivered At Place): ผู้รับจ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมศุลกากร

UPS รองรับทั้งสองแบบ แต่ DDP จะมีค่าบริการสูงกว่าเพราะ UPS ต้องดำเนินการศุลกากรแทน

สินค้าอะไรที่ UPS ห้ามส่งหรือจำกัด

UPS มีรายการสินค้าต้องห้ามและสินค้าจำกัดเข้มงวด นอกจากสินค้าผิดกฎหมายทั่วไป ยังรวมถึง:

สินค้าห้ามส่งโดยเด็ดขาด

  • วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง
  • ก๊าซอัดแรงดันสูง
  • วัสดุกัมมันตรังสี
  • ของเสียอันตราย ขยะอิเล็กทรอนิกส์
  • เงินสด เช็ค บัตรเครดิตที่เปิดใช้งานแล้ว
  • ยาเสพติด สารควบคุม
  • สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ของปลอม

สินค้าจำกัด (ต้องมีเอกสารพิเศษ)

  • แบตเตอรี่ลิเธียม: ต้องบรรจุตามมาตรฐาน UN3480/UN3481 พร้อมฉลากเตือน
  • ของเหลว: ต้องบรรจุกันรั่ว ปริมาณไม่เกินที่กำหนด
  • อาหาร: ต้องมีใบอนุญาตนำเข้าจากประเทศปลายทาง
  • เครื่องสำอาง: ต้องมีรายการส่วนผสม บางประเทศห้ามส่วนผสมบางชนิด
  • อุปกรณ์แม่เหล็ก: ต้องแพ็กให้สนามแม่เหล็กไม่รบกวนเครื่องมือนำทาง

ก่อนส่ง ups ส่งของไปต่างประเทศ ควรตรวจสอบ UPS Prohibited and Restricted Items List บนเว็บไซต์ UPS เพราะกฎอาจเปลี่ยนตามประเทศปลายทาง

Restricted items packaging

วิธีแพ็กสินค้าให้ปลอดภัยตามมาตรฐาน UPS

UPS มีข้อกำหนดการบรรจุหีบห่อเพื่อป้องกันสินค้าเสียหายระหว่างขนส่ง

หลักการบรรจุพื้นฐาน

เลือกกล่องที่เหมาะสม:

  • ใช้กล่องลูกฟูกแข็งแรง ทนทานอย่างน้อย 200 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (200 lbs burst strength)
  • ขนาดกล่องควรมีที่ว่างรอบสินค้าอย่างน้อย 5 ซม. สำหรับบรรจุวัสดุกันกระแทก

วัสดุกันกระแทก:

  • ใช้ฟองอากาศ โฟมอัด กระดาษย่น หรือถั่วโฟมบุรอบสินค้า
  • สินค้าเปราะบางควรห่อฟองอากาศอย่างน้อย 2 ชั้น

การปิดกล่อง:

  • ใช้เทปกาวแรงยึดสูง กว้างอย่างน้อย 5 ซม.
  • ปิดทั้งแนวกลางและขอบกล่องแบบ H-taping

การติดฉลากและเอกสาร

  • ติดฉลาก UPS ที่ด้านบนหรือด้านข้างกล่อง ไม่ติดตรงรอยต่อ
  • ลอกฉลากเก่าออกทั้งหมด
  • ใส่เอกสารศุลกากรในซองพลาสติกติดด้านนอกกล่อง
  • หากเป็นสินค้าเปราะบาง ติดฉลาก "Fragile" หรือ "Handle with Care"

สินค้าบางประเภทต้องใช้บรรจุภัณฑ์พิเศษ เช่น ของเหลว ต้องบรรจุในขวดที่ปิดสนิท ใส่ถุงพลาสติกกันรั่ว แล้วบรรจุในกล่องที่มีวัสดุดูดซับ

ติดตามพัสดุและจัดการปัญหาอย่างไร

UPS มีระบบติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์ผ่าน tracking number

วิธีติดตามพัสดุ

  1. ใช้เลข tracking number (เช่น 1Z999AA10123456784) ตรวจสอบที่เว็บไซต์ UPS
  2. ดาวน์โหลดแอป UPS Mobile เพื่อรับการแจ้งเตือนทุกขั้นตอน
  3. ลงทะเบียน UPS My Choice เพื่อเลือกวันรับพัสดุและเปลี่ยนแปลงที่อยู่จัดส่ง

สถานะพัสดุที่ควรรู้:

สถานะ ความหมาย
Origin Scan UPS รับพัสดุแล้ว เริ่มต้นการขนส่ง
In Transit พัสดุอยู่ระหว่างการขนส่ง
Customs Clearance พัสดุผ่านกระบวนการศุลกากร
Out for Delivery พัสดุออกส่งแล้ว จะถึงผู้รับวันนี้
Delivered ส่งถึงผู้รับสำเร็จ
Exception เกิดปัญหา ต้องตรวจสอบรายละเอียด

ปัญหาที่พบบ่อยและวิธีแก้

พัสดุค้างที่ศุลกากร:

  • ตรวจสอบว่าเอกสารครบและถูกต้องหรือไม่
  • ติดต่อ UPS หรือนายหน้าศุลกากรเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม
  • เตรียมจ่ายภาษีหากมูลค่าสินค้าเกินเกณฑ์ยกเว้น

พัสดุเสียหาย:

  • ถ่ายรูปความเสียหายทันทีก่อนเปิดกล่อง
  • แจ้ง UPS ภายใน 60 วัน และยื่นเรียกร้อยค่าเสียหาย (claim)
  • ส่งหลักฐาน Commercial Invoice และรูปถ่ายประกอบการเรียกร้อง

ค่าส่งสูงกว่าที่คาด:

  • เช็กน้ำหนักปริมาตรอีกครั้ง UPS อาจวัดน้ำหนักใหม่
  • ดูรายการค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในใบแจ้งหนี้
  • โต้แย้งได้ภายใน 15 วันหากเห็นว่ามีข้อผิดพลาด

UPS มีศูนย์บริการลูกค้าในไทย โทร 001-800-742-5877 (โทรฟรีจากไทย) หรือ +65-6339-2333 (จากต่างประเทศ) สำหรับสอบถามและแก้ปัญหา

เปรียบเทียบ UPS กับบริการขนส่งอื่น

UPS เป็นตัวเลือกหนึ่งในหลายผู้ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ การเปรียบเทียบควรพิจารณา:

จุดเด่นของ UPS

  • เครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก มีสาขาและจุดรับฝากมาก
  • บริการ Express รวดเร็ว รับประกันเวลาส่ง
  • ระบบติดตามพัสดุที่แม่นยำ อัปเดตแบบเรียลไทม์
  • มีบริการช่วยดำเนินการศุลกากร (Brokerage Service)
  • ประกันภัยและการเรียกร้อนค่าเสียหายมีมาตรฐาน

ข้อพิจารณา

  • ค่าบริการอาจสูงกว่าผู้ให้บริการบางราย โดยเฉพาะ Remote Area Surcharge
  • ข้อจำกัดสินค้าเข้มงวด โดยเฉพาะแบตเตอรี่และของเหลว
  • บางประเทศมีผู้ให้บริการท้องถิ่นที่เร็วหรือถูกกว่า

เพื่อหาตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด ควรเช็กราคาและระยะเวลาจากหลายผู้ให้บริการพร้อมกัน เช่น UPS, DHL, FedEx, TNT และบริษัทขนส่งท้องถิ่น แพลตฟอร์มอย่าง ParcelRadar.io ช่วยให้เปรียบเทียบตัวเลือกได้ง่าย โดยใส่น้ำหนัก ขนาด และปลายทางครั้งเดียว ก็จะเห็นราคาและระยะเวลาจากหลายบริษัทในหน้าเดียว

เคล็ดลับประหยัดค่าขนส่ง UPS ระหว่างประเทศ

การลดค่าขนส่งโดยไม่เสียคุณภาพบริการมีได้หลายวิธี

ลดขนาดบรรจุภัณฑ์:

  • เลือกกล่องที่พอดีกับสินค้า เพราะน้ำหนักปริมาตรมีผลโดยตรงต่อค่าส่ง
  • หากส่งสินค้าหลายชิ้น พิจารณารวมกล่องแทนการแยกส่ง

เลือกบริการที่เหมาะสม:

  • หากไม่เร่งด่วน ใช้ Expedited หรือ Standard แทน Express
  • เปรียบเทียบราคา Drop-off ที่ UPS Access Point กับการให้รับถึงที่

ใช้ส่วนลดจากบัญชีธุรกิจ:

  • หากส่งบ่อย สมัครบัญชี UPS Business Account เพื่อรับส่วนลด
  • เจรจาอัตราพิเศษหากมีปริมาณการส่งสูง

ตรวจสอบข้อตกลงการค้าเสรี (FTA):

  • ใช้ประโยชน์จาก FTA เช่น ASEAN-Australia-New Zealand FTA เพื่อลดภาษี
  • ขอ Certificate of Origin เพื่อรับสิทธิประโยชน์ภาษีศุลกากร

ประกันภัยเฉพาะที่จำเป็น:

  • UPS มีประกันฟรีมูลค่าจำกัด ($100 สำหรับบางบริการ)
  • ซื้อประกันเพิ่มเฉพาะสินค้ามูลค่าสูงหรือเปราะบาง

วิธีเลือกบริการ UPS ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ

การเลือกบริการขึ้นกับลักษณะธุรกิจและสินค้า

สำหรับร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็ก

  • ใช้ UPS Worldwide Saver หรือ Expedited สำหรับสินค้าทั่วไป
  • พิจารณา UPS Access Point Delivery เพื่อลดค่าส่งถึงบ้าน
  • ใช้ UPS My Choice Fulfillment หากมีคลังสินค้าในต่างประเทศ

สำหรับธุรกิจ B2B

  • UPS Worldwide Express สำหรับเอกสารสำคัญหรือตัวอย่างสินค้า
  • UPS Freight (Air/Sea) สำหรับชิปเมนท์ปริมาณมาก
  • ใช้ UPS Trade Management Services เพื่อจัดการเอกสารศุลกากร

สำหรับสินค้าเฉพาะทาง

  • UPS Temperature True สำหรับสินค้าควบคุมอุณหภูมิ
  • UPS Healthcare สำหรับยาและอุปกรณ์การแพทย์
  • UPS Dangerous Goods สำหรับวัสดุอันตรายที่ได้รับอนุญาต

ธุรกิจที่ส่งของไปหลายประเทศควรสำรวจบริการ ส่งพัสดุไปต่างประเทศ ทุกรูปแบบ เพื่อเปรียบเทียบความเหมาะสมทั้งด้านราคา ระยะเวลา และข้อจำกัดของแต่ละเส้นทาง

ข้อควรระวังเมื่อส่งของไปประเทศเฉพาะ

บางประเทศมีข้อกำหนดพิเศษที่แตกต่างจากที่อื่น

สหรัฐอเมริกา

  • มูลค่าสินค้าเกิน $800 ต้องเสียภาษีนำเข้า
  • สินค้าบางประเภทต้องผ่าน FDA (อาหาร ยา เครื่องสำอาง)
  • ห้ามส่งเนื้อสัตว์ นม ผัก ผลไม้สด เว้นแต่มีใบอนุญาต

สหภาพยุโรป

  • สินค้ามูลค่าเกิน €150 ต้องเสีย VAT และอาจมีภาษีศุลกากร
  • ต้องมี EORI number สำหรับการนำเข้าเชิงพาณิชย์
  • สินค้าไฟฟ้าต้องผ่านมาตรฐาน CE

จีน

  • ข้อจำกัดนำเข้าเข้มงวด โดยเฉพาะหนังสือ สื่อ และอิเล็กทรอนิกส์
  • ต้องมี CCC (China Compulsory Certificate) สำหรับสินค้าไฟฟ้าบางชนิด
  • มูลค่าส่วนตัวเกิน ¥1,000 ต้องเสียภาษี

ญี่ปุ่น

  • มูลค่าต่ำกว่า ¥10,000 ยกเว้นภาษี
  • ต้องแปลเอกสารเป็นภาษาญี่ปุ่นสำหรับสินค้าบางประเภท
  • ห้ามส่งอาหารจากประเทศที่ไม่ได้รับอนุมัติ

ก่อนส่ง ups ส่งของไปต่างประเทศไปยังประเทศเหล่านี้ ควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดจาก UPS Country Guide หรือเว็บไซต์ศุลกากรของประเทศนั้น ๆ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

UPS ส่งของไปต่างประเทศนานแค่ไหน?

ขึ้นกับบริการที่เลือกและปลายทาง UPS Worldwide Express Plus ส่งถึงเช้าวันถัดไปสำหรับเมืองใหญ่ ส่วน Express ใช้ 1-3 วันทำการ Expedited ใช้ 2-5 วัน และ Standard ใช้ 3-7 วัน อย่างไรก็ตาม พัสดุอาจล่าช้าหากติดศุลกากรหรือปลายทางเป็นพื้นที่ห่างไกล

ค่าส่ง UPS ไปต่างประเทศเริ่มต้นเท่าไหร่?

ราคาขึ้นกับน้ำหนัก ขนาด ปลายทาง และบริการ โดยทั่วไปพัสดุ 1 kg ไปเอเชียอาจเริ่มต้นประมาณ 800-1,500 บาท ไปยุโรปหรืออเมริกาเริ่มต้น 1,200-2,500 บาท สำหรับราคาที่แม่นยำ ควรใช้เครื่องมือคำนวณบนเว็บไซต์ UPS หรือเปรียบเทียบผู้ให้บริการหลายรายพร้อมกันเพื่อหาราคาที่ดีที่สุด

ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเมื่อส่งของไปต่างประเทศหรือไม่?

ผู้รับปลายทางอาจต้องจ่ายภาษีนำเข้าและ VAT ถ้ามูลค่าสินค้าเกินเกณฑ์ยกเว้นของประเทศนั้น ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกายกเว้นภาษีถ้ามูลค่าไม่เกิน $800 สหภาพยุโรปยกเว้นถ้าต่ำกว่า €150 ผู้ส่งสามารถเลือกจ่ายภาษีแทนผู้รับได้ด้วยบริการ DDP (Delivered Duty Paid)

UPS รับสินค้าอะไรบ้างที่ส่งไปต่างประเทศได้?

UPS รับพัสดุทั่วไป เอกสาร เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หนังสือ ของเล่น สินค้าตัวอย่าง และสินค้าเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม ห้ามส่งวัตถุระเบิด ก๊าซอัด ยาเสพติด ของปลอม และสินค้าอันตรายบางประเภท สินค้าเฉพาะทางเช่นแบตเตอรี่ลิเธียม อาหาร เครื่องสำอาง ส่งได้แต่ต้องมีเอกสารพิเศษและบรรจุตามมาตรฐาน

หากพัสดุเสียหายระหว่างทาง UPS รับผิดชอบอย่างไร?

UPS มีความรับผิดจำกัดตามมูลค่าที่ประกาศ (Declared Value) โดยทั่วไปคุ้มครองฟรีถึง $100 หากต้องการคุ้มครองมากกว่านี้ ต้องซื้อประกันเพิ่ม ในกรณีสินค้าเสียหาย ผู้ส่งหรือผู้รับต้องแจ้ง UPS ภายใน 60 วัน พร้อมหลักฐานภาพถ่าย Commercial Invoice และรายละเอียดความเสียหาย UPS จะพิจารณาจ่ายค่าเสียหายตามเงื่อนไข

ส่งของจากไทยไป UPS Store ได้ไหม?

ได้ UPS มี UPS Access Point และ UPS Store ในหลายประเทศ ผู้ส่งสามารถเลือกให้ส่งไปยัง UPS Access Point แทนที่อยู่บ้านหรือออฟฟิศ เพื่อประหยัดค่า Residential Surcharge และเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับพัสดุ ผู้รับสามารถไปรับที่จุดบริการได้ตามเวลาที่สะดวก บริการนี้ใช้ได้ในหลายประเทศแต่ต้องเช็กว่าพื้นที่ปลายทางมี Access Point หรือไม่


การใช้บริการ ups ส่งของไปต่างประเทศเหมาะกับหลายสถานการณ์ ตั้งแต่พัสดุส่วนตัวไปจนถึงชิปเมนท์เชิงพาณิชย์ แต่ควรเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน คำนวณต้นทุนรวมค่าธรรมเนียมและภาษีทั้งหมด และเลือกบริการที่เหมาะสมกับความเร่งด่วนและงบประมาณ หากต้องการเปรียบเทียบตัวเลือกจากหลายผู้ให้บริการพร้อมกัน สามารถใช้บริการเช็คและเปรียบเทียบค่าขนส่งได้ที่ ParcelRadar.io ซึ่งช่วยให้คุณเห็นราคา ระยะเวลา และผู้ให้บริการที่เหมาะสมก่อนตัดสินใจส่งจริง

แชร์บทความ Facebook X LINE Email

ทีมบรรณาธิการ ParcelRadar.io ถ่ายทอดข้อมูลด้านการขนส่งระหว่างประเทศและศุลกากรให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้งานได้จริง

ติดต่อสอบถามกับแอดมินเพื่อส่งพัสดุหรือส่งของไปต่างประเทศได้ทันที ParcelRadar mascot