การส่งของไปฮ่องกงเป็นหนึ่งในเส้นทางยอดนิยมสำหรับคนไทย ไม่ว่าจะเป็นการส่งของฝาก สินค้าเพื่อการค้า หรือสิ่งของส่วนตัว ระยะทางใกล้และมีตัวเลือกบริการขนส่งหลากหลาย ทำให้ค่าส่งไม่แพงเกินไปและได้ของเร็ว แต่ผู้ส่งต้องเข้าใจข้อกำหนดศุลกากร เอกสารที่ต้องใช้ และวิธีคำนวณค่าขนส่งให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาพัสดุค้างหรือเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม บทความนี้จะอธิบายทุกสิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนส่งของไปฮ่องกง
สรุปประเด็นสำคัญ:
- ค่าขนส่งขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ขนาด บริการที่เลือก และผู้ให้บริการ แนะนำเช็คและเปรียบเทียบราคาก่อน
- เอกสารหลักคือ Invoice และ CN23/CN22 ระบุรายละเอียดสินค้าและมูลค่าให้ถูกต้อง
- ของมีมูลค่าเกิน HKD 400 (ประมาณ 1,800 บาท) อาจมีภาษีนำเข้า ผู้รับต้องชำระก่อนรับของ
- สินค้าต้องห้าม ได้แก่ ของเสียง่าย ยาสูบ อาวุธ สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์
- เลือก Express สำหรับพัสดุด่วน Economy สำหรับประหยัด หรือ Air Freight/Sea Freight สำหรับปริมาณมาก
ตัวเลือกบริการส่งของไปฮ่องกง
เมื่อต้องการส่งของไปฮ่องกง คุณมีตัวเลือกหลัก 4 แบบ แต่ละแบบเหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน
Express Courier (ขนส่งด่วน)
บริการแบบนี้เหมาะกับคนที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น DHL Express, FedEx, UPS, TNT หรือ EMS ระยะเวลาส่งโดยปกติ 2-4 วันทำการ มีบริการรับของถึงบ้านและส่งถึงมือผู้รับ รวมถึงช่วยจัดการเอกสารศุลกากร
ข้อดี:
- ได้ของเร็ว มีเลขติดตามสถานะแบบเรียลไทม์
- เหมาะกับของมีมูลค่าสูง เอกสารสำคัญ หรือของที่รีบใช้
- ผู้ให้บริการดูแลพิธีการศุลกากรแทน
ข้อเสีย:
- ค่าขนส่งสูงกว่าตัวเลือกอื่น โดยเฉพาะสินค้าหนักหรือปริมาตรใหญ่
- คิดค่าส่งจาก Volume Weight ได้ หากกล่องใหญ่แต่เบา
Economy Service (ประหยัด)
บริการแบบประหยัด เช่น ไปรษณีย์ไทยแบบ EMS Economy หรือผู้ให้บริการอื่นที่มี Economy Option ระยะเวลาส่งประมาณ 5-10 วันทำการ ราคาถูกกว่า Express 30-50%
เหมาะกับ:
- ของฝากไม่เร่งด่วน
- สินค้าที่ไม่มีมูลค่าสูงมาก
- คนที่ยอมแลกเวลากับเงิน

Air Freight (ขนส่งอากาศ)
เมื่อสินค้ามีน้ำหนักเยอะ เช่น 50-100 กิโลกรัมขึ้นไป หรือมีหลายกล่อง แนะนำใช้ Air Freight แทนการส่งพัสดุทีละกล่อง ราคาถูกกว่า Express มาก แต่ต้องจัดการเอกสารศุลกากรเอง
เหมาะกับ:
- ร้านค้าออนไลน์ที่สั่งสต็อกสินค้า
- ผู้ส่งออกที่มีสินค้าตัวอย่างจำนวนมาก
- การย้ายของส่วนตัวที่มีปริมาณมาก
ระยะเวลา 3-7 วันทำการ แต่ไม่รวมเวลาผ่านศุลกากรที่ปลายทาง
Sea Freight (ขนส่งทางเรือ)
สำหรับสินค้าปริมาณมาก ไม่เร่งด่วน เช่น การนำเข้าสินค้าเป็นคอนเทนเนอร์ หรือส่งของย้านบ้าน ใช้เวลา 7-14 วัน ราคาถูกที่สุดเมื่อคิดจากต้นทุนต่อกิโลกรัม
| บริการ | ระยะเวลา | เหมาะกับ | ราคาโดยประมาณ (1 kg) |
|---|---|---|---|
| Express Courier | 2-4 วัน | พัสดุด่วน มูลค่าสูง | 400-800 บาท |
| Economy | 5-10 วัน | ของฝาก ไม่เร่ง | 200-400 บาท |
| Air Freight | 3-7 วัน | ปริมาณมาก 50+ kg | 80-150 บาท |
| Sea Freight | 7-14 วัน | ปริมาณมาก ไม่เร่ง | 30-60 บาท |
หมายเหตุ: ราคาเป็นเพียงตัวอย่างโดยประมาณ ราคาจริงขึ้นกับผู้ให้บริการ น้ำหนัก ปริมาตร และช่วงเวลา แนะนำเช็คราคาจากหลายที่
เอกสารที่ต้องใช้เมื่อส่งของไปฮ่องกง
การเตรียมเอกสารให้ถูกต้องช่วยให้พัสดุผ่านศุลกากรได้เร็วและไม่มีปัญหา
Commercial Invoice หรือ Proforma Invoice
เอกสารสำคัญที่สุด ระบุรายละเอียด:
- ชื่อและที่อยู่ผู้ส่ง-ผู้รับ
- รายการสินค้าแต่ละชิ้น (ภาษาอังกฤษ)
- จำนวน น้ำหนัก มูลค่า
- HS Code (ถ้ามี)
- วัตถุประสงค์: Gift, Sample, Commercial Sale
สินค้าเพื่อการค้า ใช้ Commercial Invoice แสดงมูลค้าจริง
ของฝาก/ของใช้ส่วนตัว ใช้ Proforma Invoice หรือ Gift Declaration แต่ต้องระบุมูลค่าจริงตามความเป็นจริง
CN23 หรือ CN22 (สำหรับไปรษณีย์)
CN23 สำหรับของมูลค่าเกิน 300 SDR (ประมาณ 13,000 บาท)
CN22 สำหรับของมูลค่าต่ำกว่า
กรอกรายละเอียดสินค้า จำนวน น้ำหนัก และมูลค่า ติดไว้ที่กล่อง
Packing List
แสดงรายละเอียดว่าแต่ละกล่องมีอะไรบ้าง น้ำหนักแต่ละกล่อง สำคัญเมื่อส่งหลายกล่องหรือใช้ Air/Sea Freight
เอกสารเพิ่มเติมตามประเภทสินค้า
- อาหารเสริม/เครื่องสำอาง: อาจต้องมี FDA หรือเอกสารรับรองส่วนประกอบ
- อิเล็กทรอนิกส์: ใบรับรองความปลอดภัย (ถ้ามี)
- ของมือสอง: ระบุให้ชัดว่าเป็น Used Item

วิธีคำนวณค่าขนส่งและน้ำหนักปริมาตร
ค่าขนส่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักจริงอย่างเดียว ผู้ให้บริการส่วนใหญ่ใช้หลัก Chargeable Weight คือเอาค่าที่สูงกว่าระหว่างน้ำหนักจริง (Actual Weight) กับน้ำหนักปริมาตร (Volume Weight)
สูตรคำนวณ Volume Weight
Volume Weight (kg) = (ยาว x กว้าง x สูง ซม.) ÷ 5000
ตัวอย่าง: กล่องขนาด 40 x 30 x 30 ซม. น้ำหนักจริง 3 กก.
Volume Weight = (40 x 30 x 30) ÷ 5000 = 7.2 กก.
ผู้ให้บริการจะคิดค่าส่งจาก 7.2 กก. แทนที่จะเป็น 3 กก.
เคล็ดลับประหยัดค่าส่ง
- ใช้กล่องขนาดพอดี อย่าใช้กล่องใหญ่เกินไป ลดช่องว่างภายใน
- รวมของส่งครั้งเดียว แทนที่จะส่งทีละน้อยหลายครั้ง
- เปรียบเทียบราคา ผู้ให้บริการแต่ละรายคิดราคาต่างกัน โดยเฉพาะสินค้าหนักหรือปริมาตรใหญ่
- เลือก Economy หรือ Air Freight ถ้าไม่เร่งด่วนมาก
หากต้องการส่งพัสดุหลายกล่องหรือน้ำหนักมาก แนะนำให้ส่งพัสดุไปต่างประเทศผ่านระบบที่ช่วยเปรียบเทียบตัวเลือกและราคาจากหลายผู้ให้บริการในที่เดียว เพื่อเลือกตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุด
ภาษีนำเข้าและข้อกำหนดศุลกากรฮ่องกง
ฮ่องกงเป็นเมืองท่าการค้าเสรี ไม่มีภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าส่วนใหญ่ แต่มีข้อยกเว้น
สินค้าที่มีภาษี
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อัตราภาษี 100% ของมูลค่า CIF
- ยาสูบและบุหรี่ อัตราสูงมาก
- น้ำมันเชื้อเพลิง มีภาษีสรรพสามิต
- เครื่องสำอาง/น้ำหอมบางชนิด อาจมีภาษีหรือต้องขออนุญาต
เกณฑ์ยกเว้นภาษีสำหรับของส่วนตัว
สินค้ามูลค่าไม่เกิน HKD 400 (ประมาณ 1,800 บาท) สำหรับของฝากหรือของใช้ส่วนตัว โดยทั่วไปไม่ต้องเสียภาษี
หากมูลค่าเกิน:
- ผู้รับต้องชำระภาษีและค่าธรรมเนียมก่อนรับของ
- ผู้ให้บริการขนส่งจะติดต่อผู้รับเพื่อชำระเงิน
ข้อควรระวัง
- อย่าแจ้งมูลค่าต่ำกว่าจริง หากถูกตรวจพบ อาจมีค่าปรับหรือยึดของ
- แยกของฝากกับของขาย ถ้าส่งในกล่องเดียวกัน อาจถูกจัดเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์
- เก็บใบเสร็จซื้อของ เป็นหลักฐานแสดงมูลค่าจริงเมื่อถูกสุ่มตรวจ
สินค้าต้องห้ามและสินค้าจำกัด
ก่อนส่งของไปฮ่องกง ต้องตรวจสอบว่าสินค้าที่จะส่งไม่ติดข้อห้าม
สินค้าต้องห้ามทุกประเภท
- อาวุธ วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง
- ยาเสพติด สารเสพติดให้โทษ
- สื่อลามกอนาจาร
- เงินสด ธนบัตร หลักทรัพย์
- สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ของปลอม
- สัตว์มีชีวิต พืชมีชีวิต
สินค้าที่ต้องขออนุญาตหรือมีข้อจำกัด
- อาหารสด อาหารแห้ง: บางชนิดต้องมีใบรับรองจากกรมปศุสัตว์หรือกระทรวงสาธารณสุข
- ยา อาหารเสริม: จำกัดปริมาณ ต้องมีฉลากภาษาอังกฤษหรือจีน
- เครื่องสำอาง: ต้องไม่มีส่วนประกอบต้องห้าม
- แบตเตอรี่ลิเธียม: ต้องส่งตามมาตรฐาน IATA บรรจุภัณฑ์พิเศษ
- ของเหลว: จำกัดปริมาณต่อบรรจุภัณฑ์
ตัวอย่างสินค้ายอดนิยมที่ส่งได้:
- เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า
- อิเล็กทรอนิกส์ ของใช้ส่วนตัว
- ขนมแห้ง อาหารแห้งบรรจุซอง (ไม่ใช่เนื้อสัตว์)
- หนังสือ เครื่องเขียน
ตรวจสอบก่อนส่ง: ถ้าไม่แน่ใจ สอบถามผู้ให้บริการขนส่งหรือสอบถามศุลกากรฮ่องกงโดยตรง
ขั้นตอนการส่งของไปฮ่องกง
1. เตรียมสินค้าและบรรจุภัณฑ์
- ใช้กล่องแข็งแรง เทปกาวที่มีคุณภาพ
- หุ้มของแตกหักด้วยฟองน้ำหรือกระดาษห่อ
- อย่าใช้กล่องเก่าที่มีฉลากเดิมติดอยู่ หรือลอกออกให้หมด
2. ชั่งน้ำหนักและวัดขนาด
ชั่งน้ำหนักจริง วัดขนาดกล่อง (ยาว กว้าง สูง) เพื่อคำนวณ Volume Weight และประเมินค่าขนส่งเบื้องต้น
3. เลือกผู้ให้บริการและเปรียบเทียบราคา
ใช้เว็บไซต์หรือแอปที่รวบรวมผู้ให้บริการหลายราย กรอกข้อมูลปลายทาง น้ำหนัก ขนาด ดูราคาและระยะเวลาจัดส่ง เปรียบเทียบเลือกที่เหมาะสมกับงบและความเร่งด่วน
4. เตรียมเอกสาร
กรอก Invoice, CN23/CN22 และเอกสารอื่นที่ผู้ให้บริการกำหนด ระบุรายละเอียดให้ครบถ้วนและตรงกับของจริง
5. จองและส่งมอบพัสดุ
จองผ่านออนไลน์หรือโทรติดต่อ ชำระค่าขนส่ง บางรายรับของถึงบ้าน บางรายต้องนำไปส่งที่สาขา
6. ติดตามสถานะ
ใช้เลขติดตามพัสดุ (Tracking Number) เช็คสถานะตลอดเส้นทาง ส่วนใหญ่ผู้ให้บริการมีแอปหรือเว็บไซต์ให้ดูแบบเรียลไทม์
7. ผู้รับรับของที่ฮ่องกง
หากไม่มีภาษี ผู้ให้บริการจะส่งตรงถึงมือผู้รับ หากมีภาษีหรือค่าธรรมเนียม ผู้รับต้องชำระก่อนรับของ
เคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับการส่งของไปฮ่องกง
เลือกเวลาส่งให้เหมาะสม
ช่วงเทศกาล (ตรุษจีน คริสต์มาส) ปริมาณพัสดุเยอะ อาจส่งช้ากว่าปกติ 2-3 วัน ถ้าเร่งด่วนควรส่งล่วงหน้า
ซื้อประกันภัยสำหรับของมีค่า
สินค้ามูลค่าสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องประดับ แนะนำซื้อประกันเพิ่ม ค่าเบี้ยประกันประมาณ 1-3% ของมูลค่าสินค้า ผู้ให้บริการส่วนใหญ่รับผิดเพียงจำนวนจำกัด (เช่น 100 USD) ถ้าไม่ซื้อประกันเพิ่ม
ระบุเบอร์ติดต่อผู้รับให้ชัดเจน
ใส่เบอร์โทรศัพท์ผู้รับที่ติดต่อได้ เพื่อให้คนขับรถหรือเจ้าหน้าที่ศุลกากรติดต่อได้เมื่อมีปัญหา
ถ่ายรูปสินค้าก่อนส่ง
ถ่ายรูปสินค้าทุกมุม ก่อนบรรจุหีบห่อ เป็นหลักฐานกรณีเกิดข้อพิพาทว่าของชำรุดระหว่างทาง
แจ้งผู้รับให้เตรียมรับของ
บอกผู้รับล่วงหน้าว่าจะมีของส่งไป ให้เลข Tracking และแจ้งว่าอาจมีค่าภาษีหรือค่าธรรมเนียมต้องชำระ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
ปัญหาที่พบบ่อยและวิธีแก้
พัสดุค้างศุลกากร
สาเหตุ:
- เอกสารไม่ครบ หรือระบุรายละเอียดไม่ชัด
- สินค้าต้องห้ามหรือต้องขออนุญาต
- มูลค่าสินค้าสูง ต้องชำระภาษี
วิธีแก้:
- ติดต่อผู้ให้บริการขนส่งเพื่อสอบถามสถานะและเอกสารที่ต้องเพิ่มเติม
- ให้ผู้รับติดต่อศุลกากรฮ่องกงโดยตรง หากต้องการอธิบายเพิ่มเติม
- ชำระภาษีและค่าธรรมเนียมตามที่แจ้ง
ของหาย หรือเสียหายระหว่างทาง
วิธีแก้:
- แจ้งผู้ให้บริการทันที พร้อมหลักฐาน (รูปถ่าย ใบเสร็จ)
- ยื่นเคลมภายในระยะเวลาที่กำหนด (โดยทั่วไป 7-14 วัน)
- หากซื้อประกัน จะได้รับค่าชดเชยตามมูลค่าที่ระบุ
ผู้รับปฏิเสธรับของหรือไม่อยู่
พัสดุจะถูกเก็บไว้ที่ศูนย์กระจายสินค้า ผู้รับต้องติดต่อขอนัดรับอีกครั้ง หรือไปรับที่จุดบริการเอง หากไม่มารับภายในระยะเวลาที่กำหนด (โดยทั่วไป 5-7 วัน) อาจมีค่าเก็บรักษาหรือส่งคืนผู้ส่ง

ข้อแตกต่างระหว่างการส่งของไปฮ่องกงกับประเทศอื่น
| ข้อเปรียบเทียบ | ฮ่องกง | ประเทศอื่น (เช่น USA, UK) |
|---|---|---|
| ระยะทาง | ใกล้ (ประมาณ 1,700 กม.) | ไกลกว่ามาก (8,000-15,000 กม.) |
| ค่าขนส่ง | ถูกกว่า 30-50% | แพงกว่า |
| ระยะเวลา | 2-4 วัน (Express) | 4-10 วัน (Express) |
| ภาษีนำเข้า | ส่วนใหญ่ไม่มี | มักมีภาษี VAT/GST |
| ศุลกากร | ผ่อนปรนกว่า | เข้มงวดกว่า |
ข้อได้เปรียบของการส่งของไปฮ่องกงคือระยะทางใกล้ ทำให้ได้ของเร็วและค่าขนส่งไม่แพงมาก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการส่งของบ่อย ๆ หรือทดลองขายสินค้า เมื่อเทียบกับเส้นทางอื่นในภูมิภาคเอเชีย ฮ่องกงเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย
FAQ
ส่งของไปฮ่องกงใช้เวลากี่วัน?
ขึ้นกับบริการที่เลือก Express Courier ใช้เวลา 2-4 วันทำการ Economy Service ประมาณ 5-10 วัน Air Freight 3-7 วัน และ Sea Freight 7-14 วัน ระยะเวลาไม่รวมวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ของทั้งสองประเทศ
ส่งอาหารไปฮ่องกงได้ไหม?
ส่งได้ แต่มีข้อจำกัด อาหารแห้งบรรจุซอง ขนม เครื่องปรุงรส ส่งได้โดยทั่วไป แต่เนื้อสัตว์สด ผลไม้สด พืชมีชีวิต ต้องขออนุญาตหรือห้ามส่ง ตรวจสอบรายละเอียดกับผู้ให้บริการก่อนส่ง
ถ้าแจ้งมูลค่าต่ำกว่าจริงจะเป็นอย่างไร?
ถ้าถูกศุลกากรตรวจพบ อาจมีค่าปรับ ยึดของ หรือส่งคืนผู้ส่ง ในกรณีที่ร้ายแรงอาจมีบทลงโทษตามกฎหมาย แนะนำให้แจ้งมูลค่าจริงตามใบเสร็จ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา
ต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในการส่งของไปฮ่องกง?
เอกสารหลักคือ Commercial Invoice หรือ Proforma Invoice (ระบุรายละเอียดสินค้า มูลค่า) และ CN23/CN22 ถ้าส่งทางไปรษณีย์ บางสินค้าอาจต้องมี Packing List ใบรับรองพิเศษ หรือใบอนุญาต ขึ้นกับประเภทสินค้า
ส่งแบตเตอรี่ลิเธียมไปฮ่องกงได้ไหม?
ส่งได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนด IATA ต้องบรรจุในบรรจุภัณฑ์พิเศษ มีฉลากเตือน และจำกัดปริมาณ แบตเตอรี่ในอุปกรณ์ (เช่น โทรศัพท์ แล็ปท็อป) ส่งได้ง่ายกว่าแบตเตอรี่แยก ผู้ให้บริการบางรายไม่รับแบตเตอรี่แยกเลย ควรสอบถามก่อนส่ง
ถ้าผู้รับไม่อยู่รับของจะเป็นอย่างไร?
ผู้ให้บริการจะติดต่อผู้รับเพื่อนัดส่งใหม่ หรือให้ผู้รับมารับที่ศูนย์บริการ หากไม่มารับภายในระยะเวลาที่กำหนด (5-7 วัน) อาจมีค่าเก็บรักษาหรือส่งคืนผู้ส่ง โดยผู้ส่งอาจต้องชำระค่าส่งคืนเพิ่ม
การส่งของไปฮ่องกงไม่ยากหากเตรียมเอกสารครบ เลือกบริการที่เหมาะสม และปฏิบัติตามข้อกำหนดศุลกากร เพื่อให้ได้ราคาและบริการที่คุ้มค่าที่สุด ลองใช้ ParcelRadar.io เปรียบเทียบตัวเลือกขนส่งจากผู้ให้บริการหลายรายในที่เดียว ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมค่าขนส่ง ระยะเวลา และบริการเสริมต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจส่งของไปฮ่องกงอย่างมั่นใจและประหยัดเวลา




