ข้ามไปยังเนื้อหา
ค่าขนส่ง การเปรียบเทียบ

ส่งของไปออสเตรเลีย ราคา 2026: เปรียบเทียบค่าส่ง วิธีคำนวณ

พัสดุกล่องพร้อมไอคอนเครื่องบินและแผนที่ออสเตรเลีย แสดงแนวคิดการส่งของระหว่างประเทศ

การส่งของไปออสเตรเลียเป็นเรื่องที่หลายคนสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการส่งของฝากให้เพื่อน ส่งสินค้าให้ลูกค้า หรือส่งเอกสารสำคัญ แต่สิ่งที่หลายคนมักสงสัยคือ ส่งของไปออสเตรเลีย ราคา เท่าไหร่กันแน่ และมีอะไรบ้างที่ต้องคำนึงถึง บทความนี้จะพาคุณไปดูรายละเอียดแบบครบจบ ตั้งแต่วิธีเช็คค่าส่ง ปัจจัยที่กระทบราคา การคำนวณน้ำหนักปริมาตร ภาษีนำเข้า ข้อจำกัดสินค้า ไปจนถึงการเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมในปี 2026

Table of Contents

Key Takeaways

  • ราคาส่งของไปออสเตรเลียขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ขนาด ประเภทสินค้า และผู้ให้บริการ เริ่มต้นประมาณ 500-1,500 บาทสำหรับพัสดุเล็ก
  • การคำนวณ Volume Weight มีความสำคัญมาก เพราะผู้ให้บริการอาจคิดค่าส่งจากน้ำหนักที่มากกว่า
  • ออสเตรเลียมีข้อจำกัดสินค้าเข้มงวด โดยเฉพาะอาหาร ยา เมล็ดพันธุ์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
  • ภาษีนำเข้า (GST) คิดที่ 10% สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าเกิน 1,000 AUD
  • การเปรียบเทียบราคาจากหลายผู้ให้บริการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก

ส่งของไปออสเตรเลีย ราคา เริ่มต้นเท่าไหร่

ราคาส่งของไปออสเตรเลียในปี 2026 แตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการและประเภทการขนส่ง สำหรับพัสดุน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ราคาเริ่มต้นโดยประมาณดังนี้:

ผู้ให้บริการ บริการ Economy บริการ Express ระยะเวลา
DHL 1,800-2,200 บาท 2,500-3,500 บาท 3-7 วัน
FedEx 1,700-2,100 บาท 2,400-3,200 บาท 3-6 วัน
EMS 800-1,200 บาท 7-15 วัน
Kerry Express 1,500-1,900 บาท 2,200-2,800 บาท 5-10 วัน

ราคาข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างสำหรับน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ราคาจริงจะเปลี่ยนแปลงตามน้ำหนัก ขนาด ประเภทสินค้า และโซนการส่งในออสเตรเลีย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาส่งของไปออสเตรเลีย

การคำนวณ ส่งของไปออสเตรเลีย ราคา ไม่ได้ดูแค่น้ำหนักจริงเพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องคำนึงถึง:

  • น้ำหนักจริง (Actual Weight) vs น้ำหนักปริมาตร (Volume Weight): ผู้ให้บริการจะเลือกคิดจากน้ำหนักที่มากกว่า
  • ขนาดของกล่อง: กล่องขนาดใหญ่แม้น้ำหนักเบาก็อาจถูกคิดค่าส่งสูง
  • ประเภทสินค้า: สินค้าเปราะบาง ของมีค่า หรือสินค้าอันตรายต้องจ่ายค่าบริการเพิ่ม
  • โซนปลายทาง: การส่งไปเมืองใหญ่อย่าง Sydney หรือ Melbourne ถูกกว่าส่งไปเมืองห่างไกล
  • ความเร็วในการจัดส่ง: บริการด่วนมีราคาแพงกว่าบริการมาตรฐาน
  • ประกันภัย: หากต้องการประกันสินค้าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

Factors affecting shipping costs

วิธีคำนวณน้ำหนัก Volume Weight

น้ำหนักปริมาตร (Volumetric Weight) เป็นเรื่องสำคัญมากเมื่อส่งของไปต่างประเทศ เพราะผู้ให้บริการต้องคิดถึงพื้นที่ที่ของของคุณใช้ในเครื่องบินหรือรถขนส่ง ไม่ใช่แค่น้ำหนัก

สูตรการคำนวณ Volume Weight

สูตรมาตรฐาน: (ความยาว x ความกว้าง x ความสูง) ÷ 5000

ตัวอย่าง: กล่องขนาด 40 x 30 x 30 ซม.

  • Volume Weight = (40 x 30 x 30) ÷ 5000 = 7.2 กิโลกรัม
  • หากน้ำหนักจริงเพียง 3 กิโลกรัม ผู้ให้บริการจะคิดค่าส่งที่ 7.2 กิโลกรัม

บางผู้ให้บริการใช้ตัวหาร 6000 ดังนั้นควรเช็คกับผู้ให้บริการแต่ละรายก่อนส่ง

เคล็ดลับประหยัดค่าส่ง

  1. ใช้กล่องขนาดพอดีกับของ อย่าใช้กล่องใหญ่เกินไป
  2. บีบอากาศออกจากถุง หากส่งเสื้อผ้าหรือผ้า
  3. จัดของให้แน่น เพื่อลดขนาดกล่อง
  4. เปรียบเทียบราคา จากหลายผู้ให้บริการ

💡 Tip: การใช้แพลตฟอร์มอย่าง ParcelRadar.io ช่วยให้คุณเปรียบเทียบราคาจากผู้ให้บริการหลายรายในคลิกเดียว พร้อมดูน้ำหนัก Volume Weight ที่แต่ละรายคิดได้ง่ายๆ

ประเภทบริการขนส่งไปออสเตรเลีย

การเลือกประเภทบริการที่เหมาะสมช่วยให้คุณควบคุมต้นทุนได้ดี ขึ้นอยู่กับความเร่งด่วนและงบประมาณ

Express / Courier Service

เหมาะสำหรับ: เอกสารสำคัญ ของที่ต้องการด่วน สินค้ามีค่า

  • ระยะเวลา: 2-5 วันทำการ
  • ราคา: สูงสุด แต่ได้บริการติดตามสถานะตลอดเวลา
  • ผู้ให้บริการ: DHL, FedEx, UPS, TNT
  • ข้อดี: เร็ว ปลอดภัย มีประกันภัย ติดตามได้แบบ real-time
  • ข้อเสีย: ค่าส่งแพง

Economy / Standard Service

เหมาะสำหรับ: ของฝาก สินค้าทั่วไป ที่ไม่เร่งด่วน

  • ระยะเวลา: 7-21 วันทำการ
  • ราคา: ประหยัดกว่า Express 30-50%
  • ผู้ให้บริการ: EMS, Kerry Express, DHL eCommerce
  • ข้อดี: ประหยัด ส่งได้หลายกิโลกรัม
  • ข้อเสีย: ช้ากว่า การติดตามอาจไม่ละเอียด

Air Freight

เหมาะสำหรับ: สินค้าจำนวนมาก น้ำหนักเกิน 50 กิโลกรัม ธุรกิจส่งออก

  • ระยะเวลา: 5-10 วันทำการ
  • ราคา: คิดเป็นกิโลกรัม ถูกกว่า Courier เมื่อน้ำหนักมาก
  • ข้อดี: เหมาะกับสินค้าปริมาณมาก คุ้มค่าเมื่อส่งมากกว่า 100 กิโลกรัม
  • ข้อเสีย: ต้องทำเอกสารส่งออก-นำเข้า ผ่านพิธีการศุลกากร

Sea Freight

เหมาะสำหรับ: สินค้าปริมาณมาก ไม่เร่งด่วน ธุรกิจขนาดใหญ่

  • ระยะเวลา: 30-45 วัน
  • ราคา: ถูกที่สุด สำหรับปริมาณมากๆ
  • ข้อดี: ประหยัดมากสำหรับสินค้าหลายร้อยกิโลกรัม ส่งได้ทุกประเภทสินค้า
  • ข้อเสีย: ช้ามาก ต้องวางแผนล่วงหน้า

Shipping service types comparison

เอกสารที่ต้องใช้ส่งของไปออสเตรเลีย

การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนช่วยให้พัสดุผ่านศุลกากรได้เร็วขึ้น และลดโอกาสที่ของจะถูกกัก

เอกสารพื้นฐาน

  1. ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice): ระบุรายละเอียดสินค้า มูลค่า ประเภท
  2. ใบแปะหน้ากล่อง (Shipping Label): ที่อยู่ผู้ส่งและผู้รับ
  3. Packing List: รายการสินค้าในพัสดุแต่ละชิ้น
  4. Customs Declaration: แบบฟอร์มแจ้งศุลกากร

เอกสารเพิ่มเติมสำหรับสินค้าบางประเภท

  • ใบรับรองสุขภาพ (Health Certificate): สำหรับอาหารเสริม เครื่องสำอาง
  • Certificate of Origin: หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า
  • Import Permit: ใบอนุญาตนำเข้า (สำหรับสินค้าควบคุม)
  • Product Registration: ทะเบียนสินค้า (สำหรับยา อาหารเสริม)

⚠️ Warning: ออสเตรเลียมีกฎเรื่องการนำเข้าเข้มงวดมาก หากเอกสารไม่ครบหรือสินค้าไม่ผ่านมาตรฐาน อาจถูกยึด ทำลาย หรือส่งคืนโดยผู้รับต้องเสียค่าใช้จ่าย

ข้อจำกัดและสินค้าต้องห้ามส่งไปออสเตรเลีย

ออสเตรเลียมีกฎหมายกักกันโรคเข้มงวดมาก เพื่อปกป้องระบบนิเวศและเกษตรกรรม การส่งสินค้าต้องห้ามอาจถูกปรับหนักหรือติดคุก

สินค้าต้องห้ามส่งโดยเด็ดขาด

  • อาหารสด เนื้อสัตว์ ผลไม้ ผัก ไข่
  • เมล็ดพันธุ์ พืช ดอกไม้สด
  • ดิน ทราย หิน
  • ของเก่าจากไม้ (โบราณวัตถุที่ทำจากไม้)
  • ยาเสพติด อาวุธ วัตถุระเบิด
  • ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่า (งาช้าง เขาแรด)

สินค้าที่ส่งได้แต่ต้องขออนุญาต

  • อาหารแปรรูป (ต้องผนึก มีฉลาก ระบุส่วนผสมชัดเจน)
  • ยา วิตามิน อาหารเสริม (จำกัด 3 เดือน)
  • เครื่องสำอาง (จำกัดปริมาณ)
  • น้ำมันหอมระเหย สมุนไพร
  • ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ (ต้องผ่านการฆ่าเชื้อ)

ข้อควรระวังเพิ่มเติม

ของใช้เก่า ต้องทำความสะอาดให้ปราศจากดิน ฝุ่น เมล็ดพันธุ์ หากพบสิ่งสกปรกอาจถูกฆ่าเชื้อโดยผู้รับต้องจ่ายค่าใช้จ่าย

รองเท้า ต้องทำความสะอาดหมดจด โดยเฉพาะพื้นรองเท้า ห้ามมีดินติด

ภาษีนำเข้าและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

เมื่อส่งของไปออสเตรเลีย นอกจากค่าส่งแล้ว ผู้รับอาจต้องจ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมเพิ่ม

GST (Goods and Services Tax)

  • อัตราภาษี: 10% ของมูลค่าสินค้า + ค่าส่ง + ค่าประกันภัย
  • เกณฑ์: สินค้าที่มีมูลค่าเกิน 1,000 AUD (ประมาณ 23,000 บาท)
  • ผู้จ่าย: ผู้รับต้องจ่ายก่อนรับของ

Duty (ภาษีนำเข้า)

  • ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า โดยทั่วไป 0-10%
  • บางสินค้ามีภาษีสูงถึง 17.5% (เช่น เสื้อผ้า รองเท้า)
  • สินค้าบางประเภทได้รับยกเว้น (หนังสือ เครื่องมือแพทย์)

Processing Fee

ค่าธรรมเนียมดำเนินการศุลกากร ประมาณ 50-100 AUD หากสินค้าต้องตรวจสอบพิเศษ

มูลค่าสินค้า GST Duty รวมภาษีโดยประมาณ
ต่ำกว่า 1,000 AUD ไม่ต้องจ่าย ไม่ต้องจ่าย 0%
1,000-5,000 AUD 10% 0-5% 10-15%
มากกว่า 5,000 AUD 10% 0-10% 10-20%

💡 Tip: แจ้งมูลค่าสินค้าตามจริง การแจ้งมูลค่าต่ำเกินไปอาจถูกตรวจสอบและปรับเพิ่ม

การเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสม

การเลือกผู้ให้บริการส่งของไปออสเตรเลียควรพิจารณาหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่ราคาถูก

เกณฑ์การเลือก

  1. ประเภทของที่ส่ง: เอกสาร พัสดุเล็ก หรือสินค้าจำนวนมาก
  2. ความเร่งด่วน: ต้องการด่วนหรือส่งช้าก็ได้
  3. งบประมาณ: ยอมจ่ายแพงเพื่อความเร็ว หรือประหยัดสำคัญกว่า
  4. ความน่าเชื่อถือ: ประวัติการส่งของหาย สินค้าเสียหาย
  5. บริการติดตาม: ต้องการติดตามแบบละเอียด หรือพอใจแค่ส่งถึง

ผู้ให้บริการแนะนำ

DHL Express – เหมาะกับ: ของด่วน ของมีค่า ธุรกิจ

  • ข้อดี: เร็วที่สุด ติดตามได้แม่นยำ บริการดี
  • ข้อเสีย: ราคาสูง

FedEx – เหมาะกับ: เอกสารสำคัญ สินค้าธุรกิจ

  • ข้อดี: เร็ว เชื่อถือได้ มีบริการ customs clearance
  • ข้อเสีย: ราคาค่อนข้างแพง

EMS – เหมาะกับ: ของฝาก สินค้าทั่วไป งบจำกัด

  • ข้อดี: ราคาถูก ส่งได้หลายกิโลกรัม
  • ข้อเสีย: ช้า การติดตามไม่ละเอียด

Kerry Express – เหมาะกับ: พัสดุน้ำหนักปานกลาง

  • ข้อดี: ราคาสมเหตุสมผล บริการดี
  • ข้อเสีย: ไม่เร็วเท่า DHL/FedEx

Choosing the right carrier

ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนจริง

มาดูตัวอย่างการคำนวณต้นทุนส่งของไปออสเตรเลียในสถานการณ์จริง

กรณีที่ 1: ส่งของฝากให้เพื่อน

  • สินค้า: ขนม 2 กก. + เสื้อผ้า 1 กก.
  • น้ำหนักรวม: 3 กก.
  • ขนาดกล่อง: 30 x 25 x 20 ซม.
  • Volume Weight: (30 x 25 x 20) ÷ 5000 = 3 กก.
  • น้ำหนักคิดค่าส่ง: 3 กก. (เท่ากันจึงใช้น้ำหนักจริง)

ราคาโดยประมาณ:

  • EMS: 1,400-1,800 บาท (12-18 วัน)
  • Kerry Express: 2,100-2,500 บาท (7-12 วัน)
  • DHL: 3,200-3,800 บาท (3-5 วัน)

ภาษีผู้รับ: ไม่มี (มูลค่าต่ำกว่า 1,000 AUD)

กรณีที่ 2: ร้านค้าส่งสินค้าให้ลูกค้า

  • สินค้า: เครื่องสำอาง มูลค่า 15,000 บาท
  • น้ำหนักจริง: 2 กก.
  • ขนาดกล่อง: 40 x 30 x 25 ซม.
  • Volume Weight: (40 x 30 x 25) ÷ 5000 = 6 กก.
  • น้ำหนักคิดค่าส่ง: 6 กก. (ใช้ Volume Weight)

ราคาโดยประมาณ:

  • EMS: 2,400-2,900 บาท
  • FedEx: 4,200-5,000 บาท
  • DHL: 4,800-5,500 บาท

ภาษีผู้รับ: ไม่มี (มูลค่าต่ำกว่า 1,000 AUD)

กรณีที่ 3: ธุรกิจส่งออกสินค้าจำนวนมาก

  • สินค้า: กระเป๋าผ้า 500 ใบ มูลค่า 200,000 บาท
  • น้ำหนักรวม: 120 กก.
  • จำนวนกล่อง: 6 กล่อง

ราคาโดยประมาณ:

  • Air Freight: 18,000-25,000 บาท
  • Sea Freight LCL: 8,000-12,000 บาท (ช้ากว่า)

ภาษีผู้รับ: GST 10% + Duty 5% = ประมาณ 30,000-35,000 บาท

สำหรับกรณีนี้ ควรใช้บริการ Air Freight ที่เหมาะกับสินค้าปริมาณมาก พร้อมช่วยเรื่องเอกสารส่งออกและพิธีการศุลกากร

เทคนิคประหยัดค่าส่งไปออสเตรเลีย

การลดต้นทุนส่งของไปออสเตรเลียไม่ยาก หากรู้เทคนิค

1. รวมหลายรายการในกล่องเดียว

แทนที่จะส่ง 3 ครั้งๆ ละ 1 กิโลกรัม ให้รอจนครบ 3 กิโลกรัมแล้วส่งครั้งเดียว จะถูกกว่า

2. ใช้กล่องพอดี

กล่องที่ใหญ่เกินไปทำให้ Volume Weight สูง ลองใช้กล่องขนาดเล็กลงหรือบีบอัดให้แน่น

3. เลือกบริการที่เหมาะสม

ถ้าไม่เร่งด่วน EMS อาจถูกกว่า DHL ถึง 50-60%

4. ใช้แพลตฟอร์มเปรียบเทียบราคา

การเช็คราคาจากหลายผู้ให้บริการช่วยหาข้อเสนอที่ดีที่สุด แพลตฟอร์มอย่าง ParcelRadar.io ช่วยให้เห็นภาพรวมราคาและบริการจากหลายผู้ให้บริการในที่เดียว

5. ติดต่อผู้ให้บริการโดยตรง

ถ้าส่งบ่อยหรือปริมาณมาก สามารถขอราคาพิเศษจากผู้ให้บริการได้

6. หลีกเลี่ยงบริการเสริม

ประกันภัย การจัดส่งถึงบ้าน (residential delivery) มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หากส่งไปออฟฟิศและไม่จำเป็นต้องประกัน จะประหยัดกว่า

วิธีเช็คและเปรียบเทียบ ส่งของไปออสเตรเลีย ราคา

การเช็คราคาส่งของไปออสเตรเลียแบบละเอียดต้องทำผ่านหลายช่องทาง

ขั้นตอนการเช็คราคา

  1. เตรียมข้อมูล: น้ำหนัก ขนาดกล่อง ประเภทสินค้า รหัสไปรษณีย์ผู้รับ
  2. เข้าเว็บไซต์ผู้ให้บริการ: DHL.com, FedEx.com, ThailandPost.com
  3. กรอกข้อมูล: ที่อยู่ผู้ส่ง-ผู้รับ น้ำหนัก ขนาด
  4. ดูราคาและระยะเวลา: เปรียบเทียบตัวเลือกต่างๆ
  5. เช็คค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม: fuel surcharge, remote area fee, residential delivery fee

วิธีใช้ ParcelRadar.io

สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวก การใช้แพลตฟอร์มเปรียบเทียบราคาช่วยประหยัดเวลา:

  1. เข้า ParcelRadar.io
  2. กรอกข้อมูลพัสดุครั้งเดียว
  3. ระบบแสดงราคาจากหลายผู้ให้บริการพร้อมกัน
  4. เลือกตัวเลือกที่เหมาะสมและจองได้เลย

ข้อดี: เปรียบเทียบได้หลายรายในที่เดียว ประหยัดเวลา เห็นภาพรวมชัดเจน

พิธีการศุลกากรและการรับพัสดุ

เมื่อพัสดุถึงออสเตรเลีย จะผ่านขั้นตอนพิธีการศุลกากร

ขั้นตอนการตรวจศุลกากร

  1. ถึงท่าอากาศยาน: พัสดุถูกส่งไป Border Force
  2. สแกนและคัดกรอง: เครื่อง X-ray ตรวจสอบเบื้องต้น
  3. ตรวจสอบเอกสาร: เช็ค Invoice, Declaration
  4. ประเมินภาษี: คำนวณ GST และ Duty (ถ้ามี)
  5. แจ้งผู้รับ: หากต้องจ่ายภาษี ผู้รับจะได้รับแจ้งก่อนจัดส่ง
  6. จ่ายและรับของ: ผู้รับจ่ายภาษีแล้วจะได้รับของ

กรณีพัสดุถูกกัก

หากพัสดุถูกกักเพราะ:

  • เอกสารไม่ครบ: ต้องส่งเอกสารเพิ่มเติม
  • สินค้าต้องห้าม: อาจถูกทำลายหรือส่งคืน ผู้รับต้องจ่ายค่าใช้จ่าย
  • มูลค่าไม่ตรงกับสินค้า: ต้องชี้แจงพร้อมหลักฐาน

⚠️ Warning: การแจ้งมูลค่าสินค้าต่ำเกินไปหรือส่งสินค้าต้องห้ามอาจมีโทษปรับสูงถึง 420,000 AUD หรือติดคุกได้

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

ส่งของไปออสเตรเลีย ราคา เริ่มต้นเท่าไหร่?

ราคาเริ่มต้นประมาณ 800-1,200 บาทสำหรับพัสดุน้ำหนัก 1 กิโลกรัมผ่าน EMS ส่วนบริการด่วนอย่าง DHL หรือ FedEx เริ่มต้นประมาณ 1,800-2,500 บาท ราคาขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ขนาด และผู้ให้บริการ

ส่งของไปออสเตรเลียใช้เวลานานแค่ไหน?

ขึ้นอยู่กับบริการ Express ใช้เวลา 3-5 วัน Economy ใช้เวลา 7-15 วัน Air Freight ใช้เวลา 5-10 วัน และ Sea Freight ใช้เวลา 30-45 วัน

ส่งอาหารไปออสเตรเลียได้ไหม?

อาหารสดส่งไม่ได้ แต่อาหารแปรรูปในกล่องปิดผนึกส่งได้ ต้องมีฉลากส่วนผสมชัดเจน ห้ามมีเนื้อสัตว์ ไข่ นม (เว้นแต่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ) และต้องไม่เกิน 10 กิโลกรัม

ภาษีนำเข้าออสเตรเลียคิดยังไง?

สินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,000 AUD (ประมาณ 23,000 บาท) ไม่ต้องจ่าย GST เกินนี้ต้องจ่าย GST 10% บวกภาษีนำเข้าตามประเภทสินค้า 0-17.5%

Volume Weight คืออะไร?

น้ำหนักปริมาตรคือน้ำหนักที่คำนวณจากขนาดกล่อง โดยใช้สูตร (ยาว x กว้าง x สูง ซม.) ÷ 5000 ผู้ให้บริการจะคิดค่าส่งจากน้ำหนักจริงหรือ Volume Weight แล้วแต่อันไหนมากกว่า

ส่งของไปออสเตรเลียต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง?

เอกสารพื้นฐานคือ Commercial Invoice, Packing List, Customs Declaration และ Shipping Label บางสินค้าต้องการ Health Certificate หรือ Import Permit เพิ่มเติม

ติดตามพัสดุไปออสเตรเลียได้ยังไง?

ใช้เลขติดตาม (Tracking Number) เช็คผ่านเว็บไซต์ผู้ให้บริการ หรือใช้แอพติดตามพัสดุ บริการ Express มีการอัพเดทแบบ real-time ส่วน Economy อาจอัพเดทไม่บ่อย

ส่งของไปเมืองห่างไกลในออสเตรเลียแพงกว่าไหม?

ใช่ การส่งไปเมืองห่างไกล (remote area) มีค่าธรรมเนียมเพิ่ม (remote area surcharge) ประมาณ 200-800 บาท ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและระยะทาง


การเลือกวิธีส่งของไปออสเตรเลียที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่ประเภทสินค้า งบประมาณ ไปจนถึงความเร่งด่วน การเข้าใจ ส่งของไปออสเตรเลีย ราคา และวิธีคำนวณต้นทุนที่แท้จริงจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น หากต้องการเปรียบเทียบราคาจากหลายผู้ให้บริการในคลิกเดียว ลองใช้ ParcelRadar.io เพื่อหาตัวเลือกที่คุ้มค่าและเหมาะกับความต้องการของคุณมากที่สุด

แชร์บทความ Facebook X LINE Email

ทีมบรรณาธิการ ParcelRadar.io ถ่ายทอดข้อมูลด้านการขนส่งระหว่างประเทศและศุลกากรให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้งานได้จริง

ติดต่อสอบถามกับแอดมินเพื่อส่งพัสดุหรือส่งของไปต่างประเทศได้ทันที ParcelRadar mascot