การส่งของไปญี่ปุ่นถือเป็นเส้นทางยอดนิยมสำหรับทั้งคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น ร้านค้าออนไลน์ และธุรกิจที่ส่งออกสินค้า แต่คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุดคือ "ส่งของไปญี่ปุ่น ราคา" จะอยู่ในช่วงเท่าไหร่ และคิดอย่างไร คำตอบคือราคาขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น น้ำหนักและขนาดของพัสดุ ประเภทบริการ (ด่วนหรือประหยัด) ผู้ให้บริการขนส่ง และสินค้าที่ส่ง ในบทความนี้เราจะอธิบายวิธีเช็คค่าขนส่ง ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา เอกสารที่ต้องเตรียม ข้อจำกัดสินค้า และวิธีเปรียบเทียบตัวเลือกให้เหมาะกับความต้องการของคุณ
ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อราคาส่งของไปญี่ปุ่น
เมื่อคุณต้องการประมาณการส่งของไปญี่ปุ่น ราคาจะขึ้นกับปัจจัยเหล่านี้โดยตรง:
น้ำหนักและน้ำหนักปริมาตร (Volumetric Weight)
ค่าขนส่งมักคิดตาม "น้ำหนักที่เรียกเก็บ" ซึ่งอาจเป็นน้ำหนักจริงหรือน้ำหนักปริมาตร แล้วแต่ค่าไหนมากกว่า
สูตรน้ำหนักปริมาตร (มาตรฐาน):
- กว้าง (cm) x ยาว (cm) x สูง (cm) ÷ 5,000 = น้ำหนักปริมาตร (kg)
ตัวอย่าง: กล่องขนาด 40x30x30 cm หนัก 3 kg
- น้ำหนักปริมาตร = 40 x 30 x 30 ÷ 5,000 = 7.2 kg
- ผู้ให้บริการจะคิดที่ 7.2 kg (เพราะมากกว่าน้ำหนักจริง)

ประเภทบริการขนส่ง
| ประเภทบริการ | ระยะเวลาโดยประมาณ | ราคาเฉลี่ย | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| Express (เช่น DHL, FedEx, UPS) | 2-4 วัน | สูง | เอกสารสำคัญ พัสดุเร่งด่วน ของมีค่า |
| Standard Air | 5-10 วัน | ปานกลาง | ของส่วนตัว ของฝาก พัสดุทั่วไป |
| Economy / SAL | 10-20 วัน | ต่ำ | สินค้าไม่เร่ง น้ำหนักมาก ของใช้ประจำวัน |
| Sea Freight | 4-6 สัปดาห์ | ต่ำสุด | ชิปเมนท์ธุรกิจ สินค้ามากกว่า 100 kg |
บริการด่วนมักมีค่าเริ่มต้นสูง แต่ให้บริการติดตามแบบเรียลไทม์และรับประกันการจัดส่ง ขณะที่บริการประหยัดเหมาะกับของหนักหรือไม่เร่งด่วน
น้ำหนักและเกณฑ์ราคา
ผู้ให้บริการส่วนใหญ่แบ่งเกณฑ์ราคาตามช่วงน้ำหนัก เช่น:
- 0.5 kg แรก
- 0.5-1 kg
- 1-5 kg
- 5-10 kg
- 10-20 kg
- 20 kg ขึ้นไป
ยิ่งน้ำหนักเพิ่มขึ้น ราคาต่อกิโลกรัมมักลดลง
ประเภทสินค้าและมูลค่าที่สำแดง
สินค้าที่ต้องชำระภาษีนำเข้า (เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริม เครื่องใช้ไฟฟ้า) หรือสินค้าที่ต้องใบอนุญาต (เช่น อุปกรณ์การแพทย์ พืชพันธุ์) อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากศุลกากร
วิธีเช็คราคาส่งของไปญี่ปุ่นจากผู้ให้บริการต่าง ๆ
การเปรียบเทียบราคาจากหลายช่องทางช่วยให้คุณหาตัวเลือกที่คุ้มที่สุด
ไปรษณีย์ไทย (Thailand Post)
ไปรษณีย์ไทยมีบริการส่งไปญี่ปุ่นหลายประเภท:
- EMS (Express Mail Service): เร็ว 3-5 วัน ติดตามได้
- Air Parcel: ส่งทางอากาศ 7-14 วัน
- Economy Air (SAL): ช้ากว่า แต่ประหยัด
ตัวอย่างราคา EMS ไปญี่ปุ่น (อ้างอิงจากอัตราค่าบริการไปรษณีย์ไทย):
| น้ำหนัก | ค่าส่งโดยประมาณ (บาท) |
|---|---|
| 0.5 kg | 480-550 |
| 1 kg | 650-750 |
| 2 kg | 900-1,100 |
| 5 kg | 1,800-2,200 |
หมายเหตุ: ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามน้ำหนักจริง/ปริมาตร และบริการเสริม (ลงทะเบียน ประกัน) ควรตรวจสอบราคาล่าสุดจากไปรษณีย์ไทยก่อนส่งจริง
บริษัทขนส่งเอกชน (Courier Services)
บริษัทอย่าง DHL, FedEx, UPS, TNT หรือ Kerry Express มักให้บริการด่วนกว่าและติดตามได้แบบเรียลไทม์ แต่ราคาจะสูงกว่า
ตัวอย่างประมาณการ (อ้างอิงจากตัวอย่างจาก RNP Express):
- พัสดุ 1 kg: 900-1,200 บาท (Express)
- พัสดุ 5 kg: 2,500-3,500 บาท
- พัสดุ 10 kg: 4,500-6,000 บาท
ราคาเปลี่ยนตามโปรโมชันและข้อตกลงของแต่ละบริษัท
Air Freight และ Sea Freight สำหรับชิปเมนท์ใหญ่
หากส่งของหนักกว่า 30 kg หรือมีหลายกล่อง การใช้ Air Freight หรือ Sea Freight อาจคุ้มกว่า:
- Air Freight: คิดตามน้ำหนักหรือปริมาตร เหมาะกับ 30 kg ขึ้นไป ระยะเวลา 5-10 วัน
- Sea Freight (LCL/FCL): เหมาะกับสินค้า 100 kg ขึ้นไป ระยะเวลา 3-6 สัปดาห์ แต่ถูกกว่ามาก
ทั้งสองแบบต้องผ่านพิธีการศุลกากร และอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่น ค่าจัดการเอกสาร ค่าขนย้าย

วิธีคำนวณและเปรียบเทียบ ส่งของไปญี่ปุ่น ราคา ด้วยตัวเอง
เพื่อให้ได้ราคาที่แม่นยำ ทำตามขั้นตอนนี้:
- ชั่งน้ำหนักและวัดขนาดกล่องจริง (กว้าง x ยาว x สูง เป็นเซนติเมตร)
- คำนวณน้ำหนักปริมาตร โดยใช้สูตรด้านบน
- เลือกประเภทบริการ ที่ต้องการ (ด่วนหรือประหยัด)
- ขอใบเสนอราคา จากผู้ให้บริการอย่างน้อย 2-3 ราย
- เปรียบเทียบ ราคา ระยะเวลา ความปลอดภัย และบริการติดตาม
เคล็ดลับ:
- หากกล่องใหญ่แต่เบา ลองใช้กล่องเล็กลงหรือบีบอัดของให้แน่น
- บริการบางแห่งไม่คิดค่าบริการเสริม เช่น ประกันฟรีถึงมูลค่าหนึ่ง
ในกรณีที่ต้องการเช็คหลายตัวเลือกพร้อมกัน คุณสามารถใช้แพลตฟอร์มเปรียบเทียบราคาขนส่ง เช่น ParcelRadar.io ซึ่งช่วยให้คุณกรอกน้ำหนัก ขนาด และประเทศปลายทางครั้งเดียว แล้วดูราคาจากผู้ให้บริการหลายรายในที่เดียว ประหยัดเวลาและได้ราคาที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจ
เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับส่งของไปญี่ปุ่น
การส่งพัสดุระหว่างประเทศต้องมีเอกสารครบถ้วนเพื่อผ่านศุลกากร
Invoice หรือใบแจ้งรายการสินค้า
ระบุรายละเอียดสินค้า เช่น:
- ชื่อสินค้าภาษาอังกฤษ (เช่น Cosmetics, Snacks, Clothing)
- จำนวน (Quantity)
- มูลค่า (Value) ต่อชิ้นและรวม
- น้ำหนัก
- ประเภท (ของขวัญ Gift / สินค้า Commercial / ของใช้ส่วนตัว Personal Effect)
ใบปะหน้าพัสดุ (Shipping Label)
ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ทั้งผู้ส่งและผู้รับ ต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาญี่ปุ่น
CN22 หรือ CN23 (Customs Declaration)
ใช้แสดงรายละเอียดสินค้าต่อศุลกากร:
- CN22: สำหรับพัสดุมูลค่าต่ำกว่า 300 SDR (ประมาณ 15,000 บาท)
- CN23: สำหรับพัสดุมูลค่าสูงกว่า หรือสินค้าเชิงพาณิชย์
เอกสารเพิ่มเติม (ตามประเภทสินค้า)
- ใบอนุญาต: ยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง อุปกรณ์การแพทย์
- ใบรับรองคุณภาพ: อาหาร พืช สัตว์
- ใบรับรอง COO (Certificate of Origin): สินค้าบางประเภทที่ต้องการสิทธิพิเศษทางภาษี
ศุลกากรญี่ปุ่นมีเอกสารและแบบฟอร์มมาตรฐาน เช่น แบบฟอร์มสัมภาระแยกส่ง ที่ต้องกรอกหากส่งของส่วนตัวปริมาณมาก
ภาษีนำเข้าและค่าศุลกากรญี่ปุ่น
การส่งของไปญี่ปุ่นอาจมีค่าภาษีหากมูลค่าเกินเกณฑ์
เกณฑ์ปลอดภาษี
- ของขวัญส่วนตัว: มูลค่าไม่เกิน ¥10,000 (ประมาณ 2,300 บาท)
- สัมภาระผู้โดยสาร: มูลค่าไม่เกิน ¥200,000 (หากนำติดตัว) หรือมีข้อยกเว้นบางประเภท (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม)
การคำนวณภาษี
หากเกินเกณฑ์ ศุลกากรจะคิด:
- Consumption Tax (ภาษีการบริโภค): 10% ของมูลค่า CIF (Cost + Insurance + Freight)
- Customs Duty (ภาษีศุลกากร): ขึ้นกับประเภทสินค้า (0-15% โดยทั่วไป บางประเภทสูงกว่า)
ตัวอย่าง: ส่งเสื้อผ้ามูลค่า 30,000 บาท
- สมมติค่าขนส่ง 3,000 บาท และไม่มีประกัน
- CIF = 33,000 บาท (ประมาณ ¥140,000)
- อัตราภาษีเสื้อผ้า ≈ 10-12%
- Duty ≈ 140,000 x 10% = 14,000 เยน
- Consumption Tax = (140,000 + 14,000) x 10% = 15,400 เยน
- รวมภาษี ≈ 29,400 เยน (ประมาณ 6,800 บาท)
ข้อควรระวัง: ผู้รับที่ญี่ปุ่นต้องชำระภาษีก่อนรับของ หากไม่ชำระ พัสดุจะถูกส่งคืนหรือทำลาย
ข้อจำกัดและสินค้าต้องห้ามส่งไปญี่ปุ่น
ก่อนส่งของ ควรตรวจสอบข้อจำกัดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาศุลกากร
สินค้าต้องห้ามทั้งหมด
- ยาเสพติด อาวุธ วัตถุระเบิด
- สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ของปลอม
- สื่อลามกอนาจาร
- สินค้าที่ขัดต่อความมั่นคงของญี่ปุ่น
สินค้าที่ต้องใบอนุญาตหรือมีข้อจำกัด
- อาหาร เนื้อสัตว์ ผลไม้สด: ต้องได้รับใบรับรองสุขอนามัยหรือห้ามส่ง (เนื้อสด ผลไม้ส่วนใหญ่ห้ามนำเข้า)
- เครื่องสำอาง อาหารเสริม: จำนวนมากต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงาน (Ministry of Health, Labour and Welfare)
- พืช เมล็ดพันธุ์: ต้องใบ Phytosanitary Certificate
- ยา: ต้องขออนุญาตนำเข้า หรือส่งได้เฉพาะจำนวนที่ใช้ส่วนตัว (ไม่เกิน 1-2 เดือน)
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์: บางชนิดต้องผ่าน PSE Mark (Product Safety of Electrical Appliances and Materials)
รายละเอียดเพิ่มเติมอ้างอิงจาก Import Trade Control Order ของญี่ปุ่น
สินค้าที่แนะนำให้ระบุรายละเอียดชัดเจน
- เครื่องใช้ไฟฟ้า: ระบุ Brand, Model, ประเภท
- เสื้อผ้า: ระบุว่าเป็นเสื้อผ้าใหม่หรือใช้แล้ว
- หนังสือ: ระบุชื่อหนังสือและผู้แต่ง
ก่อนส่ง ควรเช็คกับผู้ให้บริการหรือศุลกากรว่าสินค้าของคุณอยู่ในข้อจำกัดหรือไม่

เคล็ดลับช่วยลดค่าส่งของไปญี่ปุ่น
การวางแผนก่อนส่งช่วยประหยัดต้นทุนได้มาก
1. ใช้กล่องขนาดเล็กที่สุดที่เหมาะสม
ยิ่งกล่องเล็กและแน่น ยิ่งลดน้ำหนักปริมาตร ควร:
- ตัดกล่องเดิมให้พอดีกับของ
- ใช้กล่องแข็งแรงแต่น้ำหนักเบา
- อัดอากาศออกจากถุงพลาสติกหรือเสื้อผ้า
2. เลือกบริการที่เหมาะกับความเร่งด่วน
หากไม่เร่ง ใช้ SAL หรือ Economy แทน EMS/Express ประหยัดได้ 30-50%
3. รวมของหลายชิ้นส่งครั้งเดียว
การส่งหลายชิ้นในกล่องเดียวมักถูกกว่าส่งแยก เพราะมีค่า Base Rate เพียงครั้งเดียว
4. เปรียบเทียบราคาจากหลายผู้ให้บริการ
แต่ละบริษัทมีราคาและโปรโมชันต่างกัน การใช้แพลตฟอร์มเปรียบเทียบค่าขนส่งช่วยให้เห็นตัวเลือกทั้งหมดในที่เดียว
5. หาโปรโมชันหรือส่วนลด
- ไปรษณีย์ไทยมีโปรโมชันประจำปี (เช่น ส่งฟรีบางน้ำหนัก)
- บริษัทเอกชนมี Corporate Rate หากส่งบ่อย
- Credit Card บางธนาคารให้ Cashback สำหรับค่าขนส่ง
6. ตรวจสอบข้อจำกัดสินค้าก่อนส่ง
หลีกเลี่ยงปัญหาศุลกากรที่ทำให้ต้องเสียค่าปรับหรือค่าส่งคืน
วิธีเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะกับคุณ
เมื่อเปรียบเทียบ ส่งของไปญี่ปุ่น ราคา แล้ว ให้พิจารณาปัจจัยเหล่านี้ด้วย
| ปัจจัย | ไปรษณีย์ไทย | Courier เอกชน (DHL/FedEx) | Air/Sea Freight |
|---|---|---|---|
| ราคา | ปานกลาง-ถูก | แพง | ถูกที่สุด (ส่งมาก) |
| ความเร็ว | 5-14 วัน | 2-4 วัน | 5-45 วัน |
| ติดตาม | มี (EMS, Registered) | มี (เรียลไทม์) | ผ่าน Forwarder |
| ความปลอดภัย | ปานกลาง | สูง | ปานกลาง |
| ขนาด/น้ำหนักที่รับ | สูงสุด 30 kg | สูงสุด 30-70 kg | ไม่จำกัด |
| พิธีการศุลกากร | ผู้ส่งจัดการเอง | มีบริการช่วย | ต้องใช้ Customs Broker |
แนะนำ:
- ของเล็ก ไม่เร่ง: ไปรษณีย์ไทย SAL/Air Parcel
- เอกสารสำคัญ พัสดุด่วน: DHL/FedEx Express
- สินค้าหนักเกิน 10 kg: Air Freight
- สินค้าหนักเกิน 100 kg ไม่เร่ง: Sea Freight
สำหรับร้านค้าหรือธุรกิจที่ส่งบ่อย การใช้แพลตฟอร์มเปรียบเทียบช่วยจัดการหลายออเดอร์ได้ง่ายขึ้น และดูประวัติค่าขนส่งเพื่อวางแผนต้นทุนในอนาคต คุณสามารถเช็คตัวเลือกบริการต่าง ๆได้ตามความต้องการของคุณ
วิธีแพ็กของให้ปลอดภัยสำหรับการส่งไปญี่ปุ่น
การแพ็กที่ดีช่วยลดความเสี่ยงสินค้าเสียหายและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ขั้นตอนการแพ็ก
- เลือกกล่องที่แข็งแรง: ใช้กล่องลูกฟูกคู่หรือกล่องใหม่ ไม่ใช้กล่องเก่าที่บุบหรือฉีกขาด
- ห่อสินค้าแต่ละชิ้น: ใช้ฟองน้ำ กระดาษห่อ หรือ Bubble Wrap
- เติมวัสดุรองก้นกล่อง: ใช้ฟองน้ำ กระดาษย่น หรือ Packing Peanuts
- วางของในกล่อง: ให้ของหนักอยู่ด้านล่าง ของเบาด้านบน ห่างจากขอบกล่องอย่างน้อย 5 cm
- เติมวัสดุกันกระแทก: เติมให้เต็มจนไม่มีช่องว่าง เขย่ากล่องเพื่อเช็ค
- ปิดกล่องแน่น: ใช้เทปกาว OPP หรือ Packing Tape ปิดทุกรอยต่อ
- ติดฉลาก: ติดใบปะหน้าและ Customs Declaration ที่ชัดเจน
สิ่งของที่ควรแพ็กเป็นพิเศษ
- แก้ว เซรามิก: ห่อแต่ละชิ้นด้วยฟองน้ำหนา วางแนวตั้ง
- ของเหลว: ห่อด้วยถุงซิปล็อก ใส่กล่องแข็งอีกชั้น
- เสื้อผ้า: อัดอากาศออกหรือใช้ถุงสูญญากาศ
- เครื่องใช้ไฟฟ้า: ห่อด้วยฟองน้ำและใส่กล่องเดิม (ถ้ามี)
ข้อควรระวัง: อย่าแพ็กของต้องห้ามหรือของเสียงสูงในพัสดุ เพราะอาจถูกยึดและปรับ
ระยะเวลาการจัดส่งและการติดตามพัสดุ
ระยะเวลาขึ้นกับบริการที่ใช้และสถานการณ์ ณ เวลานั้น
ระยะเวลาโดยประมาณ
- EMS: 3-5 วัน (วันทำการ)
- DHL/FedEx Express: 2-4 วัน
- Air Parcel: 7-14 วัน
- SAL/Economy: 10-20 วัน
- Sea Freight: 4-6 สัปดาห์
หมายเหตุ: ในช่วงเทศกาล (ธันวาคม-มกราคม, Golden Week ญี่ปุ่น) หรือสถานการณ์พิเศษ (เช่น โควิด) ระยะเวลาอาจเพิ่มขึ้น
การติดตามพัสดุ
- EMS / Courier: ใช้ Tracking Number ตรวจสอบที่เว็บผู้ให้บริการหรือ Japan Post
- Air Parcel / SAL: อาจไม่มี Real-Time Tracking แต่ตรวจสอบได้บ้างหากลงทะเบียน
- Sea Freight: ติดตามผ่าน Freight Forwarder หรือ BL Number
คุณสามารถติดตามสถานะพัสดุระหว่างประเทศได้ง่ายขึ้นหากใช้แพลตฟอร์มที่รวมข้อมูลจากหลายผู้ให้บริการ
ประมาณการราคาตัวอย่างจริง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน นี่คือตัวอย่างการส่งของไปญี่ปุ่น ราคา ในสถานการณ์ต่าง ๆ (ข้อมูลอ้างอิงจากบทความสรุปราคาและเว็บผู้ให้บริการ ณ ปี 2026)
ตัวอย่างที่ 1: ส่งของฝากเสื้อผ้า 2 kg
- ขนาดกล่อง: 30x25x15 cm
- น้ำหนักปริมาตร: 30x25x15÷5,000 = 2.25 kg (ใช้ค่านี้)
- ตัวเลือก:
- EMS ≈ 900-1,100 บาท (5-7 วัน)
- DHL Express ≈ 1,400-1,800 บาท (3-4 วัน)
- Air Parcel ≈ 700-900 บาท (10-14 วัน)
ตัวอย่างที่ 2: ส่งหนังสือและของเล่น 5 kg
- ขนาดกล่อง: 40x30x25 cm
- น้ำหนักปริมาตร: 40x30x25÷5,000 = 6 kg (ใช้ค่านี้)
- ตัวเลือก:
- EMS ≈ 2,000-2,500 บาท
- FedEx Economy ≈ 2,800-3,500 บาท
- Air Freight (ผ่าน Forwarder) ≈ 1,500-2,200 บาท (7-10 วัน)
ตัวอย่างที่ 3: ส่งสินค้าร้านค้าออนไลน์ 15 kg
- ขนาดกล่อง: 60x40x40 cm
- น้ำหนักปริมาตร: 60x40x40÷5,000 = 19.2 kg (ใช้ค่านี้)
- ตัวเลือก:
- EMS ≈ 5,500-6,500 บาท
- DHL Express ≈ 8,000-10,000 บาท
- Air Freight ≈ 4,000-5,500 บาท
- Sea Freight (LCL) ≈ 2,000-3,000 บาท (4-6 สัปดาห์)
หมายเหตุ: ราคาเหล่านี้เป็นเพียงประมาณการ ราคาจริงขึ้นกับโปรโมชัน ฤดูกาล และข้อตกลงของแต่ละบริษัท ควรขอใบเสนอราคาล่าสุดเสมอก่อนตัดสินใจ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ส่งของไปญี่ปุ่นใช้เวลานานแค่ไหน?
ขึ้นกับบริการ Express (DHL/FedEx) ใช้ 2-4 วัน EMS ใช้ 3-5 วัน Air Parcel 7-14 วัน และ SAL/Economy 10-20 วัน หากใช้ Sea Freight อาจใช้เวลา 4-6 สัปดาห์ ในช่วงเทศกาลหรือ Peak Season อาจช้าขึ้น
ส่งของไปญี่ปุ่น ราคา เริ่มต้นที่เท่าไหร่?
EMS น้ำหนักต่ำสุด (0.5 kg) เริ่มประมาณ 480-550 บาท บริษัทเอกชนเริ่มประมาณ 900-1,200 บาท สำหรับ Express Service ราคาจริงขึ้นกับน้ำหนักจริงหรือปริมาตร แล้วแต่ค่าไหนมากกว่า
สินค้าอะไรส่งไปญี่ปุ่นไม่ได้?
สินค้าต้องห้ามได้แก่ ยาเสพติด อาวุธ วัตถุระเบิด ของปลอม สื่อลามก เนื้อสด ผลไม้สดส่วนใหญ่ และพืชพันธุ์โดยไม่มีใบอนุญาต ยาและเครื่องสำอางบางประเภทต้องขอใบอนุญาตหรือมีข้อจำกัดปริมาณ
ผู้รับต้องเสียภาษีหรือไม่?
หากมูลค่าพัสดุเกินกว่า ¥10,000 (ประมาณ 2,300 บาท) ผู้รับที่ญี่ปุ่นต้องเสียภาษีนำเข้าและ Consumption Tax 10% ศุลกากรจะคำนวณจากมูลค่า CIF (ราคาสินค้า + ค่าขนส่ง + ประกัน) พร้อมภาษีศุลกากรตามประเภทสินค้า
ใช้น้ำหนักจริงหรือน้ำหนักปริมาตร?
ผู้ให้บริการจะคิดค่าขนส่งตามค่าที่มากกว่าระหว่างน้ำหนักจริงกับน้ำหนักปริมาตร (กว้างxยาวxสูง÷5,000) หากกล่องใหญ่แต่เบา มักจะถูกคิดตามน้ำหนักปริมาตร การใช้กล่องเล็กและแน่นช่วยลดค่าขนส่ง
ควรใช้บริการไหนถ้าส่งของเป็นประจำ?
หากส่งบ่อย ควรเจรจา Corporate Rate กับบริษัทขนส่งเอกชน หรือใช้บริการ Air Freight/Sea Freight ผ่าน Freight Forwarder ซึ่งมักให้ราคาถูกกว่าสำหรับธุรกิจ นอกจากนี้ยังสามารถใช้แพลตฟอร์มเปรียบเทียบราคาเพื่อหาตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในแต่ละครั้ง
การส่งของไปญี่ปุ่น ราคา ขึ้นกับน้ำหนัก ขนาด บริการ และสินค้าที่ส่ง การเช็คราคาจากหลายผู้ให้บริการและเตรียมเอกสารครบถ้วนช่วยให้คุณประหยัดต้นทุนและหลีกเลี่ยงปัญหาศุลกากร หากต้องการเปรียบเทียบตัวเลือกขนส่งอย่างรวดเร็วและชัดเจน ลองใช้ ParcelRadar.io เพื่อดูราคาจากหลายผู้ให้บริการในที่เดียว ประหยัดเวลาและได้ราคาที่เหมาะสมก่อนตัดสินใจส่งจริง




